ระบบตรวจจับก๊าซรั่วและเครื่องตรวจจับแก๊สรั่ว สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและโรงกลั่น
ขอบเขตงานระบบตรวจจับก๊าซที่เราส่งมอบ
คำถามแรกที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ถามคือ “ควรใช้ Gas Detector รุ่นไหน” ซึ่งเป็นคำถามที่ยังตอบไม่ได้ เพราะรุ่นที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับก๊าซที่มีอยู่จริงหน้างาน ลักษณะการรั่ว สารปนเปื้อนในบรรยากาศ การจำแนกบริเวณอันตราย และระบบควบคุมที่โรงงานมีอยู่แล้ว หน้านี้ว่าด้วยการเลือก การออกแบบ และการทำให้ระบบผ่านการตรวจรับตามกฎหมายไทย หากคุณกำลังหาข้อมูลระดับรุ่นและสเปกผลิตภัณฑ์ ดูได้ที่หน้า Consilium Safety
โรงกลั่นในประเทศไทย คลังน้ำมันและคลังก๊าซในเขตภาคตะวันออก โรงงานปิโตรเคมี และท่าเรือ ไม่ได้ต้องการเพียง “เครื่องตรวจจับแก๊สรั่ว” หนึ่งตัว แต่ต้องการระบบตรวจจับก๊าซที่ตอบได้ครบสี่ข้อ คือ ก๊าซจะรั่วออกมาจากจุดใด ก๊าซชนิดนั้นลอยขึ้นหรือไหลลงต่ำ ต้องใช้เซนเซอร์เทคโนโลยีใดจึงจะ “มองเห็น” ก๊าซตัวจริง และเมื่อสัญญาณดังขึ้นแล้วระบบต้องสั่งการอะไรต่อ
งานที่ สาธุ อินโนเวตีฟ ออกแบบ จัดหา ติดตั้ง ทดสอบเดินระบบ (commissioning) และบำรุงรักษาในประเทศไทย ครอบคลุม
- ระบบตรวจจับก๊าซแบบติดตั้งถาวร (Fixed Gas Detection System) — หัวตรวจจับก๊าซไวไฟ ก๊าซพิษ และสารอินทรีย์ระเหยง่าย พร้อมตัวควบคุม ลอจิกการแจ้งเตือน และการเชื่อมต่อเข้ากับระบบควบคุมเดิมของโรงงาน
- เครื่องตรวจวัดแก๊สแบบพกพา (Portable Gas Detector) — งานเข้าปฏิบัติงานในที่อับอากาศ งานที่ต้องขอใบอนุญาตทำงานที่ก่อให้เกิดความร้อนและประกายไฟ (hot work permit) และงานตรวจหาจุดรั่ว (leak survey) ตามแนวท่อและหน้าแปลน
- ระบบตรวจจับเปลวเพลิง (Flame Detection) — สำหรับบริเวณอันตรายกลางแจ้งและพื้นที่กระบวนการผลิต ซึ่งการรั่วไหลอาจติดไฟก่อนที่กลุ่มก๊าซจะลอยไปถึงหัวตรวจจับก๊าซ
- ระบบ Fire and Gas (F&G) — การรวมสัญญาณตรวจจับก๊าซและเปลวเพลิงเข้าเป็นระบบเดียว พร้อมตาราง Cause and Effect (C&E) และการเชื่อมต่อไปยัง PLC หรือ DCS
- ระบบตรวจจับความร้อนชนิดเส้น (Linear Heat Detection, LHD) — สำหรับแนวยาวที่จุดเริ่มต้นของเพลิงอาจอยู่ตำแหน่งใดก็ได้ เช่น สายพานลำเลียง รางเคเบิล และแนวท่อ ดูรายละเอียดที่ ระบบตรวจจับความร้อนชนิดเส้นด้วยใยแก้วนำแสง
อุปกรณ์ที่เราใช้เป็นฐานคือตระกูล ST ของ Consilium Safety ซึ่งมีหัวตรวจจับสำหรับก๊าซไวไฟ ก๊าซพิษ สารอินทรีย์ระเหยง่าย และงานในท่อลม พร้อมตัวควบคุม (controller) ที่เข้าชุดกัน ส่วนอุปกรณ์ตรวจจับเปลวเพลิงเป็นผลิตภัณฑ์ของ Micropack ดูรายการรุ่น ข้อมูลการรับรอง และสเปกทั้งหมดได้ที่ หน้า Consilium Safety และดูภาพรวมงานบริการทั้งหมดได้ที่ บริการของเรา
ชื่อเรียกที่ไม่ตรงกัน: กฎหมาย TOR และภาษาวิศวกร เรียกอุปกรณ์นี้ว่าอะไร
อุปสรรคแรกของงานนี้ไม่ใช่เทคนิค แต่เป็นภาษา เอกสารแต่ละฉบับเรียกอุปกรณ์กลุ่มเดียวกันด้วยคำคนละคำ และผู้ตรวจสอบอ่านคำตามตัวบท ไม่ได้อ่านคำที่วิศวกรพิมพ์ลงช่องค้นหา การเขียน TOR ด้วยคำตามกฎหมายที่ใช้บังคับกับสถานประกอบกิจการของคุณ จึงลดข้อโต้แย้งในวันตรวจรับได้มากกว่าการเขียนด้วยคำที่คุ้นปาก
| เอกสารต้นทาง | คำที่เอกสารนั้นใช้เรียกอุปกรณ์ |
|---|---|
| กฎกระทรวงฯ การป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 (กฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน) | “ระบบตรวจจับก๊าซอัตโนมัติ” |
| กฎกระทรวงและประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน ฝั่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว | “เครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่ว” และ “อุปกรณ์วัดปริมาณก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่ว” |
| กฎกระทรวง สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2564 | “เครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซรั่ว” และ “เครื่องตรวจจับการเกิดไฟ” |
| ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน พ.ศ. 2552 | “ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้” ซึ่งข้อ 3 นิยามให้รวมเครื่องตรวจจับเปลวไฟที่ทำงานโดยอัตโนมัติด้วย |
| TOR และสเปกจัดซื้อ | “ระบบตรวจวัดก๊าซ” / “เครื่องตรวจวัดก๊าซแบบติดตั้ง” |
| หน้างานและวิศวกร | gas detector / เครื่องตรวจจับแก๊สรั่ว / หัววัดแก๊ส |
ทั้งหมดนี้หมายถึงอุปกรณ์กลุ่มเดียวกัน ข้อสังเกตเรื่องการสะกด: กฎกระทรวงทุกฉบับที่อ้างถึงในหน้านี้ใช้คำว่า “ก๊าซ” ส่วน “แก๊ส” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในภาษาพูดและในชื่อสินค้า ทั้งสองคำถูกต้องทั้งคู่ แต่ในเอกสารสเปกและ TOR ควรใช้ “ก๊าซ” ให้ตรงกับตัวบทที่ผู้ตรวจสอบถือ
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องรูปแบบ แต่มีผลจริงในวันตรวจ ระบบที่ทำงานได้ดีแต่เขียนสเปกด้วยคำที่ไม่ตรงกับกฎกระทรวงที่กำกับสถานประกอบกิจการนั้น มักถูกตั้งคำถามว่าเป็นอุปกรณ์คนละชนิดกับที่กฎหมายกำหนด และต้องเสียเวลาชี้แจงย้อนหลัง
ระบบตรวจจับก๊าซแบบติดตั้งถาวร (Fixed Gas Detection System)
ระบบตรวจจับก๊าซแบบติดตั้งถาวรมีสามชั้นที่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกัน ชั้นแรกคือหัวตรวจจับและตัวส่งสัญญาณที่อยู่ในบริเวณอันตราย ชั้นที่สองคือสายสัญญาณและตัวควบคุมที่รับค่าเข้ามา และชั้นที่สามคือสิ่งที่ระบบสั่งให้เกิดขึ้นเมื่อค่าถึงระดับแจ้งเตือน ไม่ว่าจะเป็นไซเรนและไฟหมุนหน้างาน การส่งสัญญาณแจ้งเตือนเข้าห้องควบคุม การสั่งหยุดระบบ (shutdown) หรือการบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน หากกำหนดเฉพาะชั้นแรกโดยไม่ระบุสองชั้นหลัง สิ่งที่ได้คือหัวตรวจจับที่ส่งเสียงดัง ไม่ใช่ระบบความปลอดภัย
ชั้นที่สามคือชั้นที่ TOR ส่วนใหญ่เขียนไว้บางที่สุด และเป็นชั้นที่กฎหมายสนใจมากที่สุด เพราะข้อกำหนดตามกฎกระทรวงฝั่งเชื้อเพลิงระบุตรงกันว่าอุปกรณ์ต้อง “อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้และเปิดใช้งานตลอดเวลา” ซึ่งเป็นหน้าที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เงื่อนไขเฉพาะวันติดตั้ง
การเชื่อมต่อเข้าระบบควบคุมเดิม (retrofit)
งานส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นการปรับปรุงระบบเดิม ไม่ใช่การสร้างใหม่ ประเด็นที่กำหนดว่างานจะทำได้จริงหรือไม่จึงเป็นเรื่องอินเทอร์เฟซ ตัวอย่างเช่น รุ่น ST650EX ให้สัญญาณเอาต์พุตชนิด 4–20 mA และมีระบบตรวจสอบตัวเอง (self-diagnostics) จึงเชื่อมต่อเข้ากับระบบควบคุมเดิมที่ไซต์งานมีอยู่แล้วได้ ไม่ว่าจะเป็นตู้ควบคุมเดิม PLC หรือ DCS โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบควบคุมทั้งชุด รูปแบบสัญญาณและฟังก์ชันตรวจสอบตัวเองของแต่ละรุ่นในตระกูลไม่เหมือนกัน โปรดยืนยันกับข้อมูลผลิตภัณฑ์ของรุ่นที่จะใช้จริงก่อนกำหนดสเปกอินเทอร์เฟซ ดูรายการรุ่นทั้งหมดได้ที่ หน้า Consilium Safety
สิ่งที่ต้องตกลงให้ชัดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่จำนวนหัวตรวจจับ แต่คือลอจิกการแจ้งเตือน เงื่อนไข voting ก่อนสั่ง shutdown และตำแหน่งที่ระบบจะบันทึกเหตุการณ์ไว้ สามข้อนี้ตกลงกันบนกระดาษได้ในหนึ่งวัน แต่ถ้าปล่อยไปถึงขั้น commissioning จะกลายเป็นงานแก้ไขที่มีค่าใช้จ่าย
เครื่องตรวจวัดแก๊สแบบพกพา (Portable Gas Detector)
งานพกพาครอบคลุมการเข้าปฏิบัติงานในที่อับอากาศ งานที่ต้องขอใบอนุญาตทำงานที่ก่อให้เกิดความร้อนและประกายไฟ และการตรวจหาจุดรั่ว เราจัดหาเครื่องพกพาทั้งแบบหลายก๊าซ (multi-gas) และแบบก๊าซเดียว (single-gas) โดยจำนวนก๊าซที่วัดได้และชนิดเซนเซอร์ของแต่ละรุ่นแตกต่างกัน โปรดสอบถามทีมวิศวกรตามลักษณะงาน เพราะงานที่อับอากาศตามกฎหมายไทยต้องประเมินทั้งออกซิเจนและก๊าซไวไฟเป็นอย่างน้อย การเลือกเครื่องจากจำนวนช่องสัญญาณที่เข้าใจผิดจึงกลายเป็นปัญหาด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่ปัญหาด้านสเปก
ข้อที่ต้องเข้าใจตรงกันคือ เครื่องพกพาไม่ใช่สิ่งทดแทนระบบติดตั้งถาวร เพราะเครื่องพกพาวัดเฉพาะตอนที่มีคนถืออยู่ตรงนั้น ส่วนระบบติดตั้งถาวรเฝ้าดูตลอดเวลาแม้ไม่มีคนอยู่ในพื้นที่ ทั้งสองอย่างตอบคำถามคนละข้อและกฎหมายก็กำหนดไว้คนละบริบท

เลือกเทคโนโลยีเซนเซอร์ให้ตรงกับก๊าซที่มีอยู่จริง: CAT / NDIR / TCD / MPS
ความล้มเหลวของระบบตรวจจับก๊าซที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่สัญญาณหลอก แต่คือความเงียบ เซนเซอร์ catalytic ที่เสื่อมสภาพจากสารพิษแล้วยังอ่านค่าศูนย์ได้ตามปกติ และยังผ่านการทดสอบตัวเองทุกครั้ง หน้าจอในห้องควบคุมจึงแสดงผลเหมือนวันที่ทุกอย่างปกติดี การเลือกเทคโนโลยีผิดไม่ได้ทำให้ระบบแจ้งเตือนผิด แต่ทำให้ระบบไม่แจ้งเตือนเลย และบนแผงควบคุม ความเงียบกับความปลอดภัยหน้าตาเหมือนกันทุกประการ
คำถามที่ตัดสินว่าระบบจะใช้งานได้จริงหรือไม่ จึงไม่ใช่ยี่ห้อและไม่ใช่ราคา แต่คือ “ก๊าซที่คุณมีอยู่จริงคืออะไร และเทคโนโลยีเซนเซอร์ตัวไหนมองเห็นมัน” เซนเซอร์แต่ละชนิดอาศัยหลักการทางฟิสิกส์คนละแบบ จึงมีจุดบอดคนละจุด
- Catalytic bead (CAT) — ใช้กับก๊าซไวไฟทั่วไป รายงานค่าเป็น %LEL ทำงานด้วยการเผาไหม้ที่ผิวเซนเซอร์ จึงต้องมีออกซิเจนในบรรยากาศจึงจะอ่านค่าได้ และเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพถาวรจากสารพิษต่อเซนเซอร์ (sensor poisoning) โดยเฉพาะสารประกอบซิลิโคน กำมะถัน ตะกั่ว และสารประกอบคลอรีน ที่พบในสารหล่อลื่น สารเคลือบ สารทำความสะอาด และไอจากบางกระบวนการผลิต ความเสียหายนี้ไม่ย้อนกลับและไม่แสดงอาการ
- อินฟราเรด NDIR — วัดการดูดกลืนแสงอินฟราเรดของโมเลกุลก๊าซ จึงไม่เกิดปัญหา sensor poisoning ไม่เสื่อมสภาพหลังเจอความเข้มข้นสูง และยังทำงานได้ในบรรยากาศที่ออกซิเจนต่ำ เหมาะกับไฮโดรคาร์บอน จุดอ่อนที่แท้จริงของ NDIR ไม่ใช่เรื่องเคมี แต่เป็นเรื่องแสง คือเลนส์ที่สกปรก มีน้ำเกาะ หรือถูกบัง ทำให้สมรรถนะลดลง และมีก๊าซบางกลุ่มที่ NDIR มองไม่เห็นเลย
- Thermal conductivity (TCD) — อาศัยความแตกต่างระหว่างค่าการนำความร้อนของก๊าซเป้าหมายกับอากาศ จึงเหมาะกับก๊าซที่ค่าการนำความร้อนต่างจากอากาศมาก และไม่ต้องอาศัยออกซิเจนและไม่อาศัยการดูดกลืนอินฟราเรด จึงเป็นทางออกในงานที่หลักการเผาไหม้และหลักการอินฟราเรดใช้ไม่ได้ทั้งคู่
- Molecular Property Spectrometer (MPS) — เป็นเซนเซอร์อีกชนิดที่รุ่น ST650EX รองรับเป็นตัวเลือก ควรยืนยันรายการก๊าซที่รองรับและสมรรถนะรายก๊าซกับข้อมูลผลิตภัณฑ์ฉบับล่าสุดก่อนเขียนลงในสเปก แทนการอ้างอิงจากเอกสารการตลาด
รุ่น ST650EX ใช้เซนเซอร์แบบถอดเปลี่ยนได้ และมีให้เลือกทั้งชนิด CAT อินฟราเรด (NDIR) TCD และ MPS ผลในทางปฏิบัติคือเมื่อเซนเซอร์เสื่อมสภาพหรือหมดอายุ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือตัวเซนเซอร์ ไม่ใช่อุปกรณ์หน้างานทั้งตัว ซึ่งเป็นคนละตัวเลขกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อคิดตลอดอายุระบบ
ไฮโดรเจน: จุดบอดที่ทุกหน้าภาษาไทยพูดถึงแต่ไม่มีใครบอกทางออก
ทุกแหล่งข้อมูลบอกตรงกันว่าเซนเซอร์อินฟราเรดตรวจไฮโดรเจนไม่ได้ แล้วจบประโยคตรงนั้น เหตุผลทางฟิสิกส์คือไฮโดรเจนเป็นโมเลกุลอะตอมชนิดเดียวกันสองอะตอม (homonuclear diatomic) การสั่นของพันธะจึงไม่ทำให้โมเมนต์ขั้วคู่เปลี่ยนแปลง เมื่อไม่มีการเปลี่ยนโมเมนต์ขั้วคู่ โมเลกุลก็ไม่ดูดกลืนแสงอินฟราเรด อุปกรณ์ NDIR จึงไม่ได้ “อ่านค่าผิด” แต่มองไม่เห็นไฮโดรเจนตั้งแต่ต้น และยังผ่านการทดสอบตัวเองตามปกติในขณะที่ก๊าซกำลังสะสมอยู่
ทางเลือกที่ใช้ได้จริงมีสามทาง และทั้งสามทางเป็นเซนเซอร์ที่รองรับบนตัวอุปกรณ์รุ่นเดียวกัน ได้แก่ CAT (โดยต้องยอมรับเงื่อนไขว่าต้องมีออกซิเจนและมีความเสี่ยงเรื่อง sensor poisoning) TCD (ซึ่งเหมาะกับไฮโดรเจนเพราะค่าการนำความร้อนของไฮโดรเจนต่างจากอากาศมาก) และ MPS เป็นตัวเลือกที่สามซึ่งต้องยืนยันสมรรถนะรายก๊าซกับเอกสารผลิตภัณฑ์ก่อน
เรื่องนี้ไม่ใช่กรณีสมมติในประเทศไทยอีกต่อไป ไฮโดรเจนปรากฏอยู่ในสามที่ซึ่งมักถูกกำหนดสเปกด้วยแม่แบบไฮโดรคาร์บอนทั่วไป คือ ห้องประจุแบตเตอรี่รถยกและรถขนย้ายในคลังสินค้า ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ที่กำลังติดตั้งทั้งในโรงงานและฝั่งผู้ผลิตไฟฟ้า และหน่วยกระบวนการที่มีไฮโดรเจนในโรงกลั่น ทั้งสามกรณีถ้าใช้เซนเซอร์อินฟราเรดตามแม่แบบเดิม จะได้ระบบที่ดูครบถ้วนบนแบบและไม่ทำงานจริง
%LEL ppm และ %Vol: สามหน่วย สามคำถาม ไม่ใช่การตั้งค่าคนละแบบบนเครื่องเดียวกัน
%LEL ใช้กับก๊าซไวไฟ โดยวัดเทียบกับค่าความเข้มข้นขั้นต่ำที่สารนั้นจะติดไฟหรือระเบิดได้ (Lower Explosive Limit, LEL) เป็นหน่วยของความเสี่ยงการระเบิด ส่วน ppm ใช้กับก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตั้งแต่ความเข้มข้นต่ำมากจนยังไม่เข้าใกล้ระดับติดไฟ ส่วน %Vol ใช้กับการวัดสัดส่วนโดยปริมาตร เช่น ออกซิเจน การชี้อุปกรณ์ที่รายงานเป็น %LEL ไปเฝ้าระวังก๊าซพิษ จึงมีค่าเท่ากับไม่ได้เฝ้าระวังอะไรเลย
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดในไทยคือแอมโมเนียในห้องเย็นและโรงงานแปรรูปอาหาร ซึ่งมีทั้งมิติความเป็นพิษและมิติการติดไฟ ห้องเครื่องจึงต้องมีทั้งการแจ้งเตือนเป็นหน่วย ppm เพื่อคุ้มครองคน และการแจ้งเตือนเป็น %LEL เพื่อคุ้มครองอาคาร ทั้งสองค่าตอบคำถามคนละข้อและสั่งการคนละอย่าง จึงเป็นหัวตรวจจับคนละชนิด ไม่ใช่การตั้งค่าคนละแบบบนเครื่องเดียวกัน
ห้าคำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนสรุปสเปก
ห้าข้อนี้คือชุดคำถามที่เราถามกลับทุกครั้งก่อนเสนอราคา และสี่ข้อแรกกำหนดชนิดเซนเซอร์ได้เกือบทั้งหมด ก่อนที่จะพูดถึงยี่ห้อ
- ก๊าซเป้าหมายและหน่วยที่ต้องรายงาน — รายชื่อก๊าซจริงที่มีในพื้นที่ ค่าที่ต้องเฝ้าระวัง และรายงานเป็น %LEL ppm หรือ %Vol
- ลักษณะการรั่ว — เป็นการซึมช้าที่หน้าแปลนและซีล หรือเป็นการพุ่งด้วยความดันสูง สองกรณีนี้ทำให้ตำแหน่งติดตั้งหัวตรวจจับต่างกันโดยสิ้นเชิง
- สารปนเปื้อนในพื้นที่ — มีสารประกอบซิลิโคน กำมะถัน ตะกั่ว หรือสารประกอบคลอรีนหรือไม่ ข้อนี้เป็นตัวชี้ขาดว่าจะใช้เซนเซอร์ CAT ได้หรือไม่ และออกซิเจนมีอยู่แน่นอนตลอดเวลาหรือไม่
- การจำแนกบริเวณอันตรายและหน่วยรับรอง — บริเวณนั้นถูกจำแนกเป็นแบบใด และกฎกระทรวงที่ใช้บังคับยอมรับใบรับรองจากหน่วยงานใดบ้าง
- การเข้าถึงเพื่อบำรุงรักษา — หัวตรวจจับอยู่ในหลุม ใต้แท่น หรือบนที่สูงหรือไม่ และต้องขออนุญาตอะไรบ้างทุกครั้งที่เข้าไปสอบเทียบ
สี่ข้อแรกเลือกเทคโนโลยี ส่วนข้อที่ห้ากำหนดต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งในหลายโครงการสูงกว่าราคาซื้อครั้งแรก และเป็นข้อที่มักไม่ถูกประเมินจนกระทั่งถึงงบบำรุงรักษาปีที่สาม
ระบบตรวจจับเปลวเพลิงและระบบ Fire and Gas (F&G)
ระบบตรวจจับก๊าซทำงานเมื่อก๊าซลอยไปถึงหัวตรวจจับ แต่ในลานถัง ท่าเทียบเรือ และพื้นที่กระบวนการผลิตกลางแจ้ง ลมอาจพัดกลุ่มก๊าซให้เจือจางไปก่อนถึงหัวตรวจจับ หรือการรั่วอาจติดไฟทันทีที่จุดรั่ว ทำให้ไม่มีกลุ่มก๊าซให้ตรวจจับตั้งแต่แรก ด้วยเหตุนี้พื้นที่เสี่ยงสูงจึงต้องมีสองชั้น คือชั้นตรวจจับก๊าซและชั้นตรวจจับเปลวเพลิง ทำงานร่วมกันภายใต้ตาราง Cause and Effect (C&E) ชุดเดียวกัน
อุปกรณ์ตรวจจับเปลวเพลิงในระบบที่เราส่งมอบเป็นผลิตภัณฑ์ของ Micropack ซึ่ง Consilium Safety เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2559 และดูแลงานตรวจจับเปลวเพลิงของกลุ่ม ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ตรวจจับเปลวเพลิงจึงไม่ปรากฏอยู่ในแคตตาล็อกอุปกรณ์ตรวจจับก๊าซสำหรับงานอุตสาหกรรม ผู้ซื้อจึงมักสับสนเมื่อเปิดแคตตาล็อกก๊าซแล้วไม่พบอุปกรณ์ตรวจจับเปลวเพลิง และสรุปผิดว่าผู้ผลิตรายนี้ไม่มีสินค้ากลุ่มนี้ ดูรุ่น ข้อมูลการรับรอง และระยะตรวจจับของอุปกรณ์ Micropack ได้ที่ หน้า Consilium Safety
สัญญาณแจ้งเหตุลวง: ปัญหาด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่ความรำคาญ
สาเหตุของสัญญาณแจ้งเหตุลวง (false alarm) ในโรงงานไทยเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าเกือบทั้งหมด ได้แก่ งานเชื่อมและงานที่ก่อให้เกิดประกายไฟตามใบอนุญาต แสงแดดสะท้อนผิวโลหะและผิวน้ำ ความร้อนจากพื้นผิวร้อนในกระบวนการผลิต และเปลวแฟลร์ที่อยู่ในแนวสายตาของอุปกรณ์
ผลที่ตามมาคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทางกฎหมาย เมื่อสัญญาณลวงทำให้กระบวนการผลิตหยุด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสมอคือมีคนสั่ง inhibit หรือปิดเสียงอุปกรณ์ตัวนั้นไว้ และอุปกรณ์ที่ถูกปิดไว้ย่อมไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่ว่าต้อง “อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้และเปิดใช้งานตลอดเวลา” แม้จำนวนหัวตรวจจับบนแบบจะครบถ้วนทุกจุดก็ตาม ภูมิคุ้มกันต่อสัญญาณลวงจึงไม่ใช่คุณสมบัติทางการตลาด แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ระบบยังอยู่ในสถานะที่ถูกกฎหมายหลังใช้งานไปหนึ่งปี
ลอจิกการตัดสินใจและเงื่อนไข voting
ในระดับระบบ F&G สิ่งที่ต้องออกแบบไม่ใช่แค่จำนวนอุปกรณ์ แต่คือลอจิกการตัดสินใจ ได้แก่ ระดับแจ้งเตือนขั้นต้น (Alarm Low) กับขั้นสูง (Alarm High) ต่างกันอย่างไร ต้องใช้สัญญาณจากอุปกรณ์กี่ตัวจึงจะสั่ง shutdown (voting เช่น 1oo2 หรือ 2oo3) สัญญาณใดสั่งเฉพาะการแจ้งเตือนและสัญญาณใดสั่งระบบปิดฉุกเฉิน (Emergency Shutdown, ESD) และจะบันทึกค่าที่อ่านได้ไว้ที่ใด
เงื่อนไข voting คือการถ่วงดุลระหว่างสองความเสี่ยงที่ขัดกันเอง คือความเสี่ยงที่จะไม่ตรวจพบเหตุการณ์จริง กับความเสี่ยงที่จะสั่งหยุดกระบวนการผลิตโดยไม่จำเป็น 1oo2 เอนไปทางการตรวจจับให้ได้แน่ ๆ ส่วน 2oo3 เป็นทางประนีประนอมที่ยอมให้อุปกรณ์หนึ่งตัวผิดพลาดได้โดยไม่ทำให้ระบบสั่งหยุด การกำหนดเรื่องนี้ให้ชัดตั้งแต่ต้นคือสิ่งที่ทำให้ระบบไม่ถูกปิดเสียงถาวรหลังใช้งานไปหกเดือน
ข้อควรระวังเรื่อง SIL: SIL เป็นคุณสมบัติของวงรอบความปลอดภัยทั้งวง ตั้งแต่อุปกรณ์ตรวจจับ ตัวประมวลผลลอจิก ไปจนถึงอุปกรณ์ปลายทางที่สั่งการ ไม่ใช่ตราที่ติดอยู่บนกล่องใบเดียว อุปกรณ์แต่ละตัวจึงระบุได้เพียงว่า “รองรับการใช้งานถึงระดับ SIL 2 (SIL 2 capable)” TOR ที่เขียนว่า “อุปกรณ์ต้องเป็น SIL 2” โดยไม่ได้ระบุขอบเขตของวงรอบ เป็นข้อกำหนดที่พิสูจน์ไม่ได้ในทางปฏิบัติ
กฎหมายไทยกำหนดให้ต้องมีระบบตรวจจับก๊าซเมื่อใด
คำตอบตรงไปตรงมาคือ กฎหมายไทยไม่ได้บังคับให้ทุกโรงงานติดตั้งระบบตรวจจับก๊าซ แต่กำหนดไว้ชัดเจนในสถานการณ์เฉพาะ ต่อไปนี้คือกรณีที่กฎหมายระบุอุปกรณ์กลุ่มนี้ไว้โดยตรง พร้อมข้ออ้างอิงที่ตรวจสอบได้จากราชกิจจานุเบกษา
1. เก็บถังก๊าซชนิดเคลื่อนย้ายได้ชนิดของเหลวไว้ภายในอาคาร
กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนที่ 2 ก วันที่ 9 มกราคม 2556) ข้อ 20(2) กำหนดว่าในกรณีที่เก็บถังก๊าซไว้ภายในอาคาร ต้องแยกเก็บไว้ในห้องที่มีผนังทำด้วยวัสดุทนไฟ มีการระบายหรือถ่ายเทอากาศได้ดี และมีระบบตรวจจับก๊าซอัตโนมัติ โดยเก็บรวมกันแห่งละไม่เกิน 2,000 ลิตร และแต่ละแห่งห่างกันไม่น้อยกว่า 20 เมตร
ข้อควรสังเกตสองข้อ ข้อแรก ข้อ 20 ทั้งข้อว่าด้วย “การเก็บถังก๊าซชนิดเคลื่อนย้ายได้ชนิดของเหลว” จึงไม่ได้ครอบคลุมถังก๊าซทุกประเภทโดยอัตโนมัติ ข้อที่สอง นี่เป็นกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน จึงใช้กับนายจ้างทุกราย ไม่จำกัดเฉพาะโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายโรงงาน ซึ่งทำให้เป็นข้อกำหนดที่ครอบคลุมกว้างที่สุดในบรรดาข้อกำหนดทั้งหมดในหน้านี้
2. งานในที่อับอากาศ
กฎกระทรวงฯ เกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 (เล่ม 136 ตอนที่ 18 ก วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562) ข้อ 6 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัด บันทึกผลการตรวจวัด และประเมินสภาพอากาศก่อนให้ลูกจ้างเข้าไปทำงานและในระหว่างที่ทำงาน โดยข้อ 1 นิยาม “บรรยากาศอันตราย” ให้รวมถึงออกซิเจนต่ำกว่าร้อยละ 19.5 หรือมากกว่าร้อยละ 23.5 โดยปริมาตร และก๊าซ ไอ หรือละอองที่ติดไฟหรือระเบิดได้เกินร้อยละ 10 ของค่าความเข้มข้นขั้นต่ำของสารเคมีแต่ละชนิดในอากาศที่อาจติดไฟหรือระเบิดได้ (lower explosive limit) รวมทั้งฝุ่นที่ติดไฟหรือระเบิดได้ตั้งแต่ค่าความเข้มข้นขั้นต่ำสุดขึ้นไป บันทึกผลต้องเก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการอย่างน้อย 1 ปี
3. สถานประกอบกิจการก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)
กฎกระทรวงฝั่ง LPG หลายฉบับกำหนดให้ติดตั้ง “เครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่ว” โดยจำนวนขั้นต่ำและบริเวณที่ต้องติดตั้งแตกต่างกันตามกฎกระทรวงแต่ละฉบับ ตารางนี้คือสิ่งที่ผู้เขียน TOR ต้องดูก่อนอย่างอื่น เพราะกำหนดทั้งจำนวนขั้นต่ำและตำแหน่ง
| ประเภทสถานประกอบกิจการ | กฎกระทรวง | ข้อ | จำนวนขั้นต่ำและบริเวณ |
|---|---|---|---|
| คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว | พ.ศ. 2564 (เล่ม 138 ตอนที่ 45 ก, 12 ก.ค. 2564) | ข้อ 40 | อย่างน้อยบริเวณละ 1 เครื่อง ที่บริเวณถังเก็บและจ่าย แท่นจ่าย และเครื่องสูบ โดยต้องมีจำนวนเพียงพอต่อการรักษาความปลอดภัย |
| โรงบรรจุ | พ.ศ. 2564 (เล่ม 138 ตอนที่ 45 ก, 12 ก.ค. 2564) | ข้อ 26 | อย่างน้อยบริเวณละ 1 เครื่อง ที่บริเวณถังเก็บและจ่าย อาคารบรรจุ และอาคารเก็บภาชนะบรรจุ |
| ห้องบรรจุ | พ.ศ. 2562 (เล่ม 136 ตอนที่ 12 ก, 27 ม.ค. 2562) | ข้อ 25 | อย่างน้อยบริเวณละ 1 เครื่อง ที่กลุ่มถังหุงต้มหรือถังเก็บและจ่าย และบริเวณพื้นที่บรรจุ |
| โรงเก็บ | พ.ศ. 2560 (เล่ม 134 ตอนที่ 103 ก, 5 ต.ค. 2560) | ข้อ 16 | อย่างน้อยกลุ่มละ 1 เครื่อง ที่กลุ่มถังหุงต้มหรือกระป๋องก๊าซ |
| สถานีบริการ LPG | พ.ศ. 2560 (เล่ม 134 ตอนที่ 81 ก, 11 ส.ค. 2560) | ข้อ 23 | อย่างน้อยบริเวณละ 1 เครื่อง ที่บริเวณถังเก็บและจ่าย และบริเวณตู้จ่าย |
| สถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม | พ.ศ. 2562 (เล่ม 136 ตอนที่ 18 ก, 15 ก.พ. 2562) | ข้อ 27 | อย่างน้อยบริเวณละ 1 เครื่อง ที่กลุ่มถังหุงต้มหรือถังเก็บและจ่าย |
| ร้านจำหน่าย ลักษณะที่สอง | พ.ศ. 2564 | ข้อ 17 | อย่างน้อยกลุ่มละ 1 เครื่อง ที่กลุ่มถังหุงต้มหรือกระป๋องก๊าซภายในร้าน |
ทุกฉบับข้างต้นกำหนดหน้าที่ต่อเนื่องเหมือนกัน คือต้องตรวจสอบให้อุปกรณ์อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้และเปิดใช้งานตลอดเวลา แต่ไม่มีฉบับใดกำหนดความถี่ในการทดสอบไว้
4. สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (NGV/CNG)
กฎกระทรวง สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2564 (เล่ม 138 ตอนที่ 77 ก วันที่ 23 พฤศจิกายน 2564) ข้อ 38 กำหนดจำนวนเครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซรั่วตามแต่ละบริเวณ โดยห้องถังเก็บและจ่ายกับห้องเครื่องสูบอัดอย่างน้อยห้องละ 1 เครื่อง บริเวณเครื่องสูบอัดอย่างน้อยบริเวณละ 1 เครื่อง บริเวณพื้นที่กักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวอย่างน้อย 2 เครื่อง และสถานีควบคุมความดันและวัดปริมาตรอย่างน้อย 1 เครื่อง ข้อ 39 กำหนดเครื่องตรวจจับการเกิดไฟอย่างน้อย 2 เครื่องในบริเวณพื้นที่กักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว และข้อ 40 กำหนดว่าอุปกรณ์ทั้งสองกลุ่มต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐาน NFPA 72 หรือมาตรฐานอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้และเปิดใช้งานตลอดเวลา และต้องทดสอบและตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ข้อ 40 มีค่าเกินกว่าตัวมันเอง เพราะเป็นจุดที่กฎหมายไทยระบุชื่อมาตรฐานสากลไว้ในตัวบทโดยตรง จึงเป็นหลักฐานที่ชัดที่สุดว่า NFPA เป็นเส้นทางการปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้อ้างอิงได้ ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวอ้างของผู้ขาย
สิ่งที่กฎหมายไทย “ไม่ได้” กำหนด และมักถูกอ้างผิด
- ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน พ.ศ. 2552 (เล่ม 126 ตอนพิเศษ 143 ง, 30 ก.ย. 2552) บังคับเรื่องระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งข้อ 3 นิยามให้รวมเครื่องตรวจจับควัน ความร้อน หรือเปลวไฟที่ทำงานโดยอัตโนมัติ โดยข้อ 4 กำหนดให้ต้องเป็นแบบอัตโนมัติในพื้นที่ที่ไม่มีคนงานประจำและมีการติดตั้งหรือใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือจัดเก็บวัตถุไวไฟ และข้อ 5 ให้ติดตั้งตาม “มาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ” ประกาศฉบับนี้บังคับเรื่องการตรวจจับเพลิง ไม่ได้บังคับให้ทุกโรงงานติดตั้งระบบตรวจจับก๊าซ
- กฎกระทรวงฯ สารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ข้อ 29 เป็นหน้าที่ตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงาน แล้วส่งรายงานผลให้อธิบดีภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบผล ซึ่งตามปกติทำได้ด้วยการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ข้อกำหนดให้ติดตั้งหัวตรวจจับก๊าซแบบถาวร ข้อนี้ถูกยกมาอ้างในใบขออนุมัติจัดซื้อบ่อยมาก และเป็นการอ้างที่ผิด
- มอก. เฉพาะสำหรับเครื่องตรวจจับก๊าซ — “มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม” ถูกอ้างถึงเป็นกลุ่มมาตรฐานที่ยอมรับได้ในกฎกระทรวงฝั่ง LPG และ NGV แต่เท่าที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบ มอก. ที่ออกเฉพาะสำหรับเครื่องตรวจจับก๊าซ หากผู้เสนอราคาอ้างว่ามี ควรขอเลขที่ มอก. เพื่อยืนยัน
ข้อควรระวังที่พบบ่อยที่สุดในสเปกของไทยคือการนำตัวเลข 10% ของค่า LEL ไปเขียนเป็นค่าตั้งจุดแจ้งเตือน (alarm set point) ของระบบติดตั้งถาวร ตัวเลขนี้เป็นนิยามบรรยากาศอันตรายสำหรับงานในที่อับอากาศ ไม่ใช่ค่าตั้งจุดแจ้งเตือนที่กฎหมายกำหนดให้ระบบติดตั้งถาวรใช้ เช่นเดียวกับช่วงออกซิเจนร้อยละ 19.5–23.5 ที่เป็นนิยาม ไม่ใช่ค่าตั้งอุปกรณ์ เท่าที่ตรวจสอบได้ กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดค่าตั้งจุดแจ้งเตือนสำหรับระบบตรวจจับก๊าซแบบติดตั้งถาวรไว้เลย
รายละเอียดเชิงลึกของแต่ละกฎกระทรวงและวิธีอ้างอิงในเอกสารจัดซื้อ อ่านเพิ่มได้ในบทความชุดกฎหมายที่ Industry Insights
การรับรองอุปกรณ์สำหรับบริเวณอันตราย ตำแหน่งติดตั้ง และจำนวนหัวตรวจจับ
ในกฎหมายไทยไม่มีคำว่า ATEX หรือ IECEx ปรากฏอยู่เลย สิ่งที่กฎหมายกำหนดคือการจำแนกบริเวณอันตรายและรายชื่อหน่วยรับรอง กฎกระทรวง ระบบไฟฟ้าและระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าของสถานที่ประกอบกิจการน้ำมัน พ.ศ. 2556 (เล่ม 130 ตอนที่ 29 ก, 27 มี.ค. 2556) โดยข้อ 9 จำแนกบริเวณเป็น “บริเวณอันตรายแบบที่ 1” และ “แบบที่ 2” และข้อ 16 ระบุว่าอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และบริภัณฑ์ที่ยอมรับให้ใช้ในบริเวณดังกล่าวต้องได้รับการรับรองจากองค์กรใดองค์กรหนึ่งใน 9 รายการ ได้แก่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) UL EECS PTB LCIE CESI CSA TIIS หรือองค์กรอื่นที่กรมธุรกิจพลังงานเห็นชอบ
เหตุผลที่ใบรับรองจากยุโรปได้รับการยอมรับ อยู่ในรายชื่อนี้เอง PTB (เยอรมนี) LCIE (ฝรั่งเศส) CESI (อิตาลี) และ EECS (สหราชอาณาจักร) คือหน่วยรับรองในยุโรปที่ออกใบรับรองตามเส้นทาง ATEX อุปกรณ์จึงผ่านเกณฑ์เพราะหน่วยงานที่ออกใบรับรองมีชื่ออยู่ในข้อ 16 ไม่ใช่เพราะมีตราสัญลักษณ์พิมพ์อยู่บนตัวเครื่อง เมื่อเปรียบเทียบผู้เสนอราคา จึงควรขอใบรับรองฉบับจริงพร้อมชื่อหน่วยรับรองและเลขที่ใบรับรอง ไม่ใช่รับคำว่า “ATEX certified” จากโบรชัวร์เพียงอย่างเดียว
ฝั่ง LPG ใช้เกณฑ์ที่ต่างออกไปและมีบริเวณเพิ่มมาอีกหนึ่งแบบ กฎกระทรวง ระบบไฟฟ้าและระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าของสถานที่ประกอบกิจการก๊าซปิโตรเลียมเหลว พ.ศ. 2564 (เล่ม 138 ตอนที่ 45 ก, 12 ก.ค. 2564) โดยข้อ 9 จำแนกเป็นสามแบบ เพิ่ม “บริเวณอันตรายแบบที่ 3” เข้ามา ข้อ 14 กำหนดให้อุปกรณ์ที่ใช้ในบริเวณแบบที่ 1 และแบบที่ 2 ต้องได้รับการรับรองจาก สมอ. หรือองค์กรอื่นที่กรมธุรกิจพลังงานเห็นชอบ ส่วนข้อ 15 กำหนดสำหรับบริเวณแบบที่ 3 ว่าอุปกรณ์ต้องมีกล่องหุ้มมิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ประกายไฟฟ้าหรือชิ้นส่วนของวัตถุร้อนผ่านออกนอกกล่อง พร้อมข้อกำหนดวิธีเดินสายไฟฟ้า ข้อนี้แทบไม่มีใครเผยแพร่เป็นภาษาไทย และเป็นข้อที่ทำให้สเปกที่ลอกมาจากงานฝั่งน้ำมันใช้กับงาน LPG ไม่ได้ตรง ๆ
ความสูงติดตั้ง: ติดสูงจากพื้นเท่าไร
ความสูงติดตั้งไม่ใช่เรื่องความสะดวกในการเดินสาย แต่ถูกกำหนดด้วยความหนาแน่นของก๊าซเทียบกับอากาศ และในกรณี LPG กฎหมายกำหนดตัวเลขไว้ตรง ๆ ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการติดตั้งเครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่ว ออกไว้แยกฉบับตามประเภทสถานประกอบกิจการ ได้แก่ ฉบับสำหรับห้องบรรจุ พ.ศ. 2564 และโรงเก็บ พ.ศ. 2564 (ทั้งสองฉบับ เล่ม 138 ตอนพิเศษ 289 ง, 24 พ.ย. 2564) ฉบับสำหรับสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม พ.ศ. 2564 (เล่ม 138 ตอนพิเศษ 321 ง, 31 ธ.ค. 2564) และฉบับสำหรับโรงบรรจุ พ.ศ. 2565 ทุกฉบับใช้ข้อความทางเทคนิคชุดเดียวกันในข้อ 2 คือ
- เครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซรั่วต้องเป็นชนิดที่ใช้ในบริเวณอันตรายที่ใช้กับก๊าซปิโตรเลียมเหลวโดยเฉพาะ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยระบบไฟฟ้าฯ ของสถานที่ประกอบกิจการก๊าซปิโตรเลียมเหลว
- การติดตั้งต้องเป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่าด้วยการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย และต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมธุรกิจพลังงาน
- อุปกรณ์วัดปริมาณก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่วจะต้องติดตั้งสูงจากระดับพื้นไม่เกิน 30 เซนติเมตร เพราะ LPG หนักกว่าอากาศและจะไหลลงสู่ที่ต่ำ
- การติดตั้งต้องสามารถแสดงผลแจ้งเตือนให้รับรู้ได้เมื่อมีก๊าซรั่ว
ข้อ 3 ของประกาศชุดนี้กำหนดตำแหน่งด้วย คือให้ติดใกล้ศูนย์กลางของกลุ่มถังเก็บและจ่าย โดยครอบคลุมถึงกลุ่มเครื่องสูบและหัวท่อรับก๊าซจากถังขนส่ง และใกล้ศูนย์กลางของกลุ่มถังหุงต้ม สำหรับโรงเก็บระบุเพิ่มว่าให้ติดตั้งกลุ่มละ 1 เครื่อง สำหรับกลุ่มถังหรือกระป๋องที่มีปริมาณไม่เกิน 2,400 ลิตรในแต่ละกลุ่ม โปรดสังเกตว่าตัวเลข 2,000 ลิตรในหัวข้อกฎหมายด้านบนกับ 2,400 ลิตรตรงนี้มาจากกฎหมายคนละฉบับและคนละบริบท ฉบับแรกเป็นกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานว่าด้วยการเก็บถังในอาคาร ฉบับหลังเป็นกฎหมายเชื้อเพลิงว่าด้วยจำนวนอุปกรณ์ต่อกลุ่มถังในโรงเก็บ ทั้งสองตัวเลขไม่ได้ขัดกัน
ในทางกลับกัน แอมโมเนียในห้องเย็นและโรงงานแปรรูปอาหารเบากว่าอากาศ หัวตรวจจับจึงต้องอยู่ในระดับสูงใกล้เพดาน การใช้ความสูงเดียวกันทั้งไซต์งานคือความผิดพลาดที่ตรวจไม่พบจนกว่าจะเกิดเหตุจริง และข้อกำหนดเรื่องความเห็นชอบจากกรมธุรกิจพลังงานข้างต้นคือจุดที่อุปกรณ์ซึ่งจัดซื้อมาแล้วจะติดปัญหาในวันตรวจสอบ ไม่ใช่วันติดตั้ง
จำนวนหัวตรวจจับ: ต้องติดกี่จุด
สำหรับพื้นที่กระบวนการผลิตที่กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดจำนวนหัวไว้ วิธีที่ใช้กันในระดับสากลคือการทำแผนผังความครอบคลุมของการตรวจจับ (detection mapping) ซึ่งเริ่มจากการกำหนดสถานการณ์การรั่วไหลที่เป็นไปได้ ทิศทางลมประจำถิ่น และรูปทรงของสิ่งกีดขวาง แล้วจึงพิสูจน์ว่าหัวตรวจจับชุดที่เสนอครอบคลุมปริมาตรเป้าหมายได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์
แนวทางที่อ้างอิงได้คือ BS 60080:2020 ว่าด้วยการทำแผนผังการตรวจจับอันตรายและการกำหนดตำแหน่งอุปกรณ์ตรวจจับเปลวเพลิงและก๊าซแบบติดตั้งถาวร ซึ่งอธิบายวิธีการสามแบบ ทั้งแบบกำหนดตายตัว (prescriptive) แบบอิงปริมาตร (volumetric) และแบบอิงสถานการณ์ (scenario-based) เอกสารนี้เป็นมาตรฐานของ BSI และเป็นแนวปฏิบัติทางวิศวกรรม ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมายไทย แต่เป็นเอกสารที่ทำให้คำตอบเรื่องจำนวนหัวตรวจจับพิสูจน์ได้ แทนที่จะเป็นการกะประมาณ (โปรดอย่าเขียนว่า “IEC 60080” ซึ่งเป็นมาตรฐานคนละเรื่องและถูกยกเลิกไปแล้ว)
งานทำแผนผังลักษณะนี้ Micropack มีซอฟต์แวร์ Hazmap3D สำหรับงานที่ปรึกษาด้าน F&G โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเอกสารที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ใช่แบบวางตำแหน่งอุปกรณ์ที่วาดจากประสบการณ์
รายงานแผนผังความครอบคลุมที่ใช้ได้จริงต้องระบุอย่างน้อยสี่อย่าง คือสถานการณ์การรั่วที่สมมติไว้ ทิศทางลมที่พิจารณา เปอร์เซ็นต์ของปริมาตรหรือสถานการณ์ที่ตรวจจับได้เทียบกับเกณฑ์ที่ตกลงกัน และรายการจุดที่ยังตรวจจับไม่ได้พร้อมเหตุผล ข้อสุดท้ายคือข้อที่แยกรายงานจริงออกจากแบบขายของ และเป็นข้อที่เปลี่ยนคำอธิบายในวันตรวจจาก “ติดตามที่ผู้ขายเสนอ” เป็น “ติดตามผลการศึกษาที่มีวิธีการระบุไว้”
ติดตั้ง ทดสอบ สอบเทียบ และเอกสารที่ผู้ตรวจขอดูจริง
เรื่องรอบการสอบเทียบ ควรพูดกันตรง ๆ และหน้านี้จะไม่สร้างตัวเลขขึ้นมาเอง กฎหมายไทยกำหนดรอบทดสอบสำหรับอุปกรณ์ตรวจจับก๊าซไว้ชัดเจนเพียงกรณีเดียว คือกฎกระทรวง สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2564 ข้อ 40 ที่กำหนดให้ทดสอบและตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
มีข้อที่มักถูกอ้างสลับกันและควรแก้ให้ถูก คือกฎกระทรวง คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว พ.ศ. 2564 ข้อ 39 กำหนดให้ทดสอบระบบสัญญาณเตือนภัยของคลังอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งเป็นคนละอุปกรณ์กับข้อ 40 ที่ว่าด้วยเครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่ว และข้อ 40 ไม่ได้กำหนดรอบทดสอบไว้ ผู้ที่ยกข้อ 39 มาอ้างเป็นรอบสอบเทียบของหัวตรวจจับก๊าซ กำลังอ้างข้อที่ไม่ตรงกับอุปกรณ์
ส่วนกฎหมายฝั่ง LPG ทุกฉบับกำหนดเพียงหน้าที่ต่อเนื่องว่าอุปกรณ์ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้และเปิดใช้งานตลอดเวลา โดยไม่ได้ระบุความถี่ ดังนั้นผู้ที่บอกว่า “กฎหมายไทยกำหนดให้สอบเทียบทุกสามเดือน” หรือ “ทุกหกเดือน” กำลังพูดในสิ่งที่ไม่มีในตัวบท เอกสารที่กำหนดรอบจริงคือคู่มือของผู้ผลิต ประกอบกับมาตรฐาน IEC/EN 60079-29-2 ว่าด้วยการเลือก ติดตั้ง ใช้งาน และบำรุงรักษาอุปกรณ์ตรวจจับก๊าซไวไฟ ซึ่งเป็นเอกสารที่กำหนดวิธีทวนสอบการทำงาน ความถี่ และบันทึกที่ต้องเก็บ
มาตรฐานชุด IEC 60079 ที่เกี่ยวข้อง และแต่ละส่วนกำกับเรื่องอะไร
- IEC 60079-10-1 — การจำแนกบริเวณอันตรายสำหรับก๊าซและไอ
- IEC 60079-14 — การออกแบบ เลือก และติดตั้งระบบไฟฟ้าในบรรยากาศที่ระเบิดได้
- IEC 60079-29-0 — ข้อกำหนดทั่วไปของอุปกรณ์ตรวจจับก๊าซ
- IEC 60079-29-1 — โครงสร้าง สมรรถนะ และวิธีทดสอบอุปกรณ์ตรวจจับก๊าซไวไฟ ทั้งแบบพกพา แบบเคลื่อนย้ายได้ และแบบติดตั้งถาวร
- IEC 60079-29-2 — การเลือก ติดตั้ง ใช้งาน และบำรุงรักษา รวมถึงวิธีและความถี่ของการทวนสอบและบันทึกที่ต้องเก็บ
เราเขียนแผนบำรุงรักษาให้อ้างอิงคู่มือผู้ผลิตร่วมกับเอกสารชุดนี้ พร้อมวางจังหวะให้สอดคล้องกับรอบตรวจสอบตามกฎหมายที่ไซต์งานต้องทำอยู่แล้ว ได้แก่ การตรวจความปลอดภัยด้านอัคคีภัยในโรงงานเป็นเอกสารอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง (ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฯ พ.ศ. 2552 ข้อ 26) การตรวจสอบสภาพและความพร้อมใช้งานของเครื่องดับเพลิงแบบมือถือไม่น้อยกว่าทุก 6 เดือน (ประกาศฉบับเดียวกัน ข้อ 7) และการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง (กฎกระทรวงฯ อัคคีภัย พ.ศ. 2555) แผนที่เดินไปพร้อมรอบเหล่านี้จะป้องกันตัวเองได้ในวันตรวจ แทนที่จะเป็นตารางลอยที่ไม่มีใครทำ
bump test สอบเทียบ และการทดสอบฟังก์ชัน: สามอย่างที่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน
- bump test — ปล่อยก๊าซมาตรฐานเข้าหัวตรวจจับเพื่อยืนยันว่าเซนเซอร์ยังตอบสนองและสัญญาณยังทำงาน เป็นการตอบคำถามว่า “ยังมีชีวิตอยู่ไหม” ไม่ใช่ “อ่านค่าตรงไหม”
- calibration — ปรับค่าที่อ่านได้ให้ตรงกับความเข้มข้นที่ทราบค่า เป็นการตอบคำถามว่า “ตัวเลขเชื่อได้ไหม”
- functional test — ทดสอบตาราง C&E ทั้งเส้นทาง ตั้งแต่หัวตรวจจับ ผ่านลอจิกและเงื่อนไข voting ไปจนถึงอุปกรณ์ปลายทางที่ต้องทำงานจริง เช่น ไซเรน วาล์ว หรือคำสั่ง shutdown เป็นการตอบคำถามว่า “เมื่อเกิดเหตุจริง ระบบทำอะไร”
สัญญาบริการจำนวนมากเขียนสามอย่างนี้รวมกันเป็นบรรทัดเดียวว่า “บริการสอบเทียบประจำปี” ผลคือได้เอกสารที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเคยทดสอบเส้นทางการสั่งการหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่มีความหมายในวันเกิดเหตุ ควรระบุแยกทั้งสามอย่างใน TOR พร้อมระบุว่าใครเป็นผู้เก็บบันทึก
การเข้าถึงเพื่อบำรุงรักษาคือต้นทุนที่เกิดซ้ำทุกรอบ
ปัญหาที่ทำให้แผนบำรุงรักษาล้มเหลวในไทยไม่ใช่ความถี่ แต่คือการเข้าถึงจุดติดตั้ง หัวตรวจจับก๊าซที่ติดตั้งอยู่ในหลุมหรือใต้แท่นตามหลักวิศวกรรม คือจุดที่ต้องขออนุญาตเข้าทำงานในที่อับอากาศทุกครั้งที่สอบเทียบ ในกรณีนี้ความสามารถในการติดตั้งเซนเซอร์แยกจากตัวส่งสัญญาณด้วยสายยาวได้ถึง 150 เมตรของรุ่น ST650EX ช่วยให้วางเซนเซอร์ไว้ที่จุดซึ่งก๊าซสะสมจริง ขณะที่ตัวส่งสัญญาณและจอแสดงผลอยู่ในระยะที่ช่างเข้าถึงได้
ส่วนอุปกรณ์ตรวจจับเปลวเพลิงที่ติดอยู่บนที่สูง สามารถทดสอบการทำงานได้จากระยะไกลด้วยเครื่องจำลองเปลวเพลิงระยะไกล FS301 ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องค่านั่งร้าน แต่เป็นเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะถ้าอุปกรณ์ที่ติดสูงไม่เคยถูกทดสอบฟังก์ชันเลย ก็ไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ได้ว่าอุปกรณ์นั้น “อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้” ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งสองข้อนี้ควรประเมินตั้งแต่ตอนเปรียบเทียบราคา ไม่ใช่ตอนทำงบบำรุงรักษาปีที่สาม
สิ่งที่เราส่งมอบเป็นเอกสาร
งานที่ทำให้ระบบตรวจจับก๊าซใช้งานได้จริงเกิดขึ้นก่อนและหลังการส่งมอบอุปกรณ์ และสิ่งที่ผู้ตรวจสอบขอดูคือเอกสาร ไม่ใช่กล่อง ขอบเขตที่เรารับผิดชอบจึงระบุเป็นสิ่งส่งมอบที่นับได้
- รายงานแผนผังความครอบคลุมของการตรวจจับ พร้อมสถานการณ์การรั่ว ทิศทางลม เกณฑ์ความครอบคลุม และรายการจุดที่ยังตรวจจับไม่ได้
- เอกสารเหตุผลการเลือก — ทำไมเทคโนโลยีเซนเซอร์ชนิดนี้กับก๊าซชนิดนี้ ทำไมจำนวนหัวเท่านี้ ทำไมตำแหน่งและความสูงนี้ นี่คือเอกสารที่ผู้ตรวจสอบขอดูจริง และเป็นสิ่งที่ใบเสนอราคาแบบเทียบรุ่นต่อรุ่นให้ไม่ได้
- ตาราง Cause and Effect (C&E) พร้อมระดับแจ้งเตือน เงื่อนไข voting และเส้นทางสั่ง ESD
- แฟ้มเอกสารรับรองสำหรับวันตรวจรับ — ใบรับรองอุปกรณ์พร้อมชื่อหน่วยรับรองและเลขที่ใบรับรอง เอกสารความเห็นชอบที่กฎหมายกำหนด ผลการทดสอบ commissioning และ Site Acceptance Test (SAT) และแผนบำรุงรักษาพร้อมแบบฟอร์มบันทึก
สิ่งที่ควรระบุใน TOR หรือใบขอราคา
- รายชื่อก๊าซเป้าหมาย ค่าที่ต้องเฝ้าระวัง และหน่วยที่ต้องรายงาน (%LEL ppm หรือ %Vol)
- ประเภทบริเวณอันตราย และหน่วยรับรองที่ยอมรับได้ตามกฎกระทรวงที่ใช้บังคับกับสถานประกอบกิจการของคุณ
- สารปนเปื้อนที่มีในพื้นที่ เช่น สารประกอบซิลิโคน กำมะถัน ตะกั่ว และสารประกอบคลอรีน ซึ่งเป็นตัวชี้ขาดว่าจะใช้เซนเซอร์ CAT ได้หรือไม่
- ความสูงติดตั้งที่กำหนดโดยความหนาแน่นของก๊าซ และเส้นทางเข้าถึงเพื่อบำรุงรักษา
- สัญญาณและอินเทอร์เฟซที่ต้องต่อเข้าระบบเดิม รวมถึงลอจิกการแจ้งเตือนและเงื่อนไข voting ก่อนสั่ง shutdown
- ขอบเขตของ commissioning และ SAT แยกจาก bump test สอบเทียบ และ functional test พร้อมระบุผู้รับผิดชอบเก็บบันทึก
- รายการอะไหล่และเซนเซอร์สำรองที่ต้องส่งมอบพร้อมระบบ
งานวิเคราะห์ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ ดูได้ที่ บริการวิศวกรรมความปลอดภัยและการประเมินความเสี่ยง

ให้เราตรวจสเปกก่อนคุณออก TOR
เราไม่เริ่มด้วยการเสนอรุ่นอุปกรณ์ เพราะรุ่นที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับก๊าซ บริเวณ และระบบควบคุมที่คุณมีอยู่แล้ว สิ่งที่มีประโยชน์กับคุณมากที่สุดคือการตรวจสเปกก่อนเอกสารออกไปสู่ตลาด เพราะหลังจากนั้นการแก้ไขจะมีต้นทุนทั้งด้านเวลาและด้านความสัมพันธ์กับผู้เสนอราคา
ส่งข้อมูลสี่อย่างต่อไปนี้มาให้เรา ทีมวิศวกรจะตอบกลับด้วยข้อสังเกตต่อสเปก แนวทางระบบ และขอบเขตงานที่ประเมินราคาได้จริง แทนที่จะเป็นแคตตาล็อก
- รายชื่อก๊าซเป้าหมาย และค่าที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมระบุว่ามีไฮโดรเจนหรือสารปนเปื้อนที่ทำลายเซนเซอร์อยู่ในพื้นที่หรือไม่
- ผังบริเวณ (plot plan) และแบบจำแนกบริเวณอันตราย ถ้ามี รวมถึงตำแหน่งถัง เครื่องสูบ จุดรับจ่าย และทิศทางลมประจำถิ่น
- ระบบควบคุมเดิม ที่ต้องเชื่อมต่อ ทั้งตู้ควบคุมเดิม PLC หรือ DCS และรูปแบบสัญญาณที่รองรับ
- ประเภทสถานประกอบกิจการ และหน่วยงานที่กำกับดูแล เพราะเป็นตัวกำหนดข้อกำหนดการรับรองและรอบการตรวจสอบที่ต้องปฏิบัติตาม
สาธุ อินโนเวตีฟ (SATU Innovative) จัดหา ออกแบบ ติดตั้ง ทดสอบเดินระบบ และบำรุงรักษาระบบตรวจจับก๊าซและเปลวเพลิงสำหรับงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยออกแบบให้เข้ากับระบบป้องกันอัคคีภัยโดยรวมของไซต์งาน และส่งมอบเอกสารที่ใช้ยืนยันความสอดคล้องกับกฎหมายได้ในวันตรวจรับ
ติดต่อทีมวิศวกร: ส่งรายละเอียดโครงการผ่านแบบฟอร์มติดต่อ หรือโทร 062 469 4617 (+66 62 469 4617) อีเมล solutions@satu-innovative.com
คำถามที่พบบ่อย
ระบบตรวจจับก๊าซรั่ว กับ เครื่องตรวจจับแก๊สรั่ว ต่างกันอย่างไร
ในทางปฏิบัติ “เครื่องตรวจจับแก๊สรั่ว” มักหมายถึงตัวอุปกรณ์หนึ่งชิ้น ส่วน “ระบบตรวจจับก๊าซรั่ว” หมายถึงหัวตรวจจับหลายจุด สายสัญญาณ ตัวควบคุม ลอจิกการแจ้งเตือน และสิ่งที่ระบบสั่งให้เกิดขึ้นเมื่อสัญญาณดัง งานโรงงานและคลังเชื้อเพลิงต้องการอย่างหลัง เพราะการตรวจพบก๊าซโดยไม่มีลอจิกสั่งการต่อ ไม่ได้ลดความเสี่ยงลงจริง ข้อสังเกตด้านการสะกด: กฎกระทรวงทุกฉบับใช้คำว่า “ก๊าซ” ส่วน “แก๊ส” เป็นคำที่ใช้ทั่วไปในภาษาพูด ทั้งสองคำถูกต้อง แต่ในเอกสารสเปกควรใช้ให้ตรงกับตัวบท
โรงงานของเราต้องติดตั้งระบบตรวจจับก๊าซตามกฎหมายไทยหรือไม่
ไม่ใช่ทุกโรงงาน กฎหมายไทยกำหนดไว้เฉพาะบางกรณี เช่น การเก็บถังก๊าซชนิดเคลื่อนย้ายได้ชนิดของเหลวไว้ภายในอาคารต้องมีระบบตรวจจับก๊าซอัตโนมัติตามกฎกระทรวงฯ ป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ข้อ 20(2) สถานประกอบกิจการก๊าซปิโตรเลียมเหลวหลายประเภท เช่น คลังก๊าซ โรงบรรจุ ห้องบรรจุ โรงเก็บ สถานีบริการ สถานที่ใช้ และร้านจำหน่าย กำหนดให้มีเครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่ว โดยจำนวนขั้นต่ำและบริเวณที่ต้องติดตั้งแตกต่างกันตามกฎกระทรวงแต่ละฉบับ และสถานีบริการก๊าซธรรมชาติมีข้อกำหนดตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ข้อ 38–40 ส่วนโรงงานทั่วไปที่ไม่เข้าข่ายเหล่านี้ มักติดตั้งตามผลการประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่จากข้อบังคับโดยตรง
เซนเซอร์ catalytic bead (CAT) กับอินฟราเรด (NDIR) ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหน
CAT ทำงานด้วยการเผาไหม้ที่ผิวเซนเซอร์ จึงต้องมีออกซิเจนในบรรยากาศ และเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพถาวรจากสารพิษต่อเซนเซอร์ (sensor poisoning) โดยเฉพาะสารประกอบซิลิโคน กำมะถัน ตะกั่ว และสารประกอบคลอรีน ส่วน NDIR วัดการดูดกลืนอินฟราเรด จึงไม่เกิดปัญหา sensor poisoning ไม่เสื่อมสภาพหลังเจอความเข้มข้นสูง และทำงานได้แม้ออกซิเจนต่ำ จุดอ่อนของ NDIR คือเลนส์ที่สกปรก มีน้ำเกาะ หรือถูกบัง และมีก๊าซบางกลุ่มที่ NDIR มองไม่เห็นเลย การเลือกจึงต้องเริ่มจากรายชื่อก๊าซจริงและสารปนเปื้อนในพื้นที่ ไม่ใช่จากราคาต่อจุด
ระบบที่มีอยู่ใช้เซนเซอร์อินฟราเรด (NDIR) จะตรวจไฮโดรเจนได้หรือไม่
ไม่ได้ และเหตุผลอยู่ที่ฟิสิกส์ของโมเลกุล ไฮโดรเจนเป็นโมเลกุลอะตอมชนิดเดียวกันสองอะตอม การสั่นของพันธะจึงไม่ทำให้โมเมนต์ขั้วคู่เปลี่ยนแปลง เมื่อไม่มีการเปลี่ยนโมเมนต์ขั้วคู่ ก็ไม่มีการดูดกลืนแสงอินฟราเรด อุปกรณ์ NDIR จึงไม่ได้อ่านค่าผิด แต่มองไม่เห็นไฮโดรเจนตั้งแต่ต้น และยังผ่านการทดสอบตัวเองตามปกติในขณะที่ก๊าซกำลังสะสมอยู่ ทางเลือกที่ใช้ได้คือ CAT (โดยต้องยอมรับเงื่อนไขเรื่องออกซิเจนและ sensor poisoning) TCD (เหมาะกับไฮโดรเจนเพราะค่าการนำความร้อนต่างจากอากาศมาก) และ MPS เป็นตัวเลือกที่สามซึ่งควรยืนยันสมรรถนะรายก๊าซกับเอกสารผลิตภัณฑ์ก่อน กรณีที่พบบ่อยในไทยคือห้องประจุแบตเตอรี่รถยก ระบบ BESS และหน่วยกระบวนการที่มีไฮโดรเจน ซึ่งมักถูกกำหนดสเปกด้วยแม่แบบไฮโดรคาร์บอนทั่วไป
%LEL กับ ppm ต่างกันอย่างไร ต้องดูค่าไหน
%LEL ใช้กับก๊าซไวไฟ โดยวัดเทียบกับค่าความเข้มข้นขั้นต่ำที่สารนั้นจะติดไฟหรือระเบิดได้ (Lower Explosive Limit) เป็นหน่วยของความเสี่ยงการระเบิด ส่วน ppm ใช้กับก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในความเข้มข้นต่ำมากจนยังไม่ถึงระดับติดไฟ พื้นที่หนึ่งอาจต้องเฝ้าระวังทั้งสองหน่วยพร้อมกัน เช่น แอมโมเนียในห้องเย็นซึ่งมีทั้งมิติความเป็นพิษและมิติการติดไฟ ห้องเครื่องจึงต้องมีทั้งการแจ้งเตือนเป็น ppm เพื่อคุ้มครองคน และการแจ้งเตือนเป็น %LEL เพื่อคุ้มครองอาคาร ทั้งสองค่าตอบคำถามคนละข้อและสั่งการคนละอย่าง จึงเป็นหัวตรวจจับคนละชนิด ไม่ใช่การตั้งค่าคนละแบบบนเครื่องเดียวกัน
ต้องสอบเทียบ gas detector บ่อยแค่ไหน และ bump test ต่างจาก calibration อย่างไร
bump test คือการปล่อยก๊าซมาตรฐานเพื่อยืนยันว่าเซนเซอร์ยังตอบสนองและสัญญาณยังทำงาน calibration คือการปรับค่าที่อ่านได้ให้ตรงกับความเข้มข้นที่ทราบค่า ส่วน functional test คือการทดสอบตาราง Cause and Effect ทั้งเส้นทางไปจนถึงอุปกรณ์ปลายทาง ทั้งสามอย่างไม่ใช่สิ่งเดียวกันและควรระบุแยกในสัญญาบริการ สำหรับความถี่ กฎหมายไทยระบุรอบไว้ชัดเจนเพียงกรณีเดียว คือสถานีบริการก๊าซธรรมชาติที่ต้องทดสอบและตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ข้อ 40 กรณีอื่นกฎหมายกำหนดเพียงให้อุปกรณ์อยู่ในสภาพใช้งานได้และเปิดใช้งานตลอดเวลา เอกสารที่กำหนดรอบจริงจึงเป็นคู่มือของผู้ผลิตประกอบกับ IEC/EN 60079-29-2
หัวตรวจจับต้องติดสูงจากพื้นเท่าไร และต้องติดกี่จุด
ความสูงกำหนดด้วยความหนาแน่นของก๊าซ สำหรับ LPG ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการติดตั้งเครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่ว (ออกแยกฉบับตามประเภทสถานประกอบกิจการ) ข้อ 2 ระบุว่าอุปกรณ์วัดปริมาณก๊าซที่รั่วต้องติดตั้งสูงจากระดับพื้นไม่เกิน 30 เซนติเมตร เพราะก๊าซหนักกว่าอากาศ ส่วนก๊าซที่เบากว่าอากาศ เช่น แอมโมเนียในห้องเย็น ต้องติดในระดับสูงใกล้เพดาน สำหรับจำนวนจุด กฎหมายไทยกำหนดขั้นต่ำไว้เฉพาะบางสถานประกอบกิจการ ที่เหลือใช้การทำแผนผังความครอบคลุมของการตรวจจับตามแนวทาง BS 60080:2020 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติทางวิศวกรรมของ BSI ไม่ใช่กฎหมายไทย แต่ทำให้คำตอบเรื่องจำนวนหัวพิสูจน์ได้
อุปกรณ์ต้องมี ATEX หรือ IECEx หรือไม่ กฎหมายไทยยอมรับหรือเปล่า
กฎหมายไทยไม่ได้เขียนคำว่า ATEX หรือ IECEx แต่กำหนดการจำแนกบริเวณอันตรายและรายชื่อหน่วยรับรองที่ยอมรับได้ ตามกฎกระทรวงระบบไฟฟ้าฯ ของสถานที่ประกอบกิจการน้ำมัน พ.ศ. 2556 ข้อ 16 ได้แก่ สมอ. UL EECS PTB LCIE CESI CSA TIIS หรือองค์กรอื่นที่กรมธุรกิจพลังงานเห็นชอบ ส่วนฝั่ง LPG ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ข้อ 14 กำหนดให้รับรองโดย สมอ. หรือหน่วยงานที่กรมธุรกิจพลังงานเห็นชอบ ประเด็นสำคัญคือ PTB LCIE CESI และ EECS คือหน่วยรับรองในยุโรปที่ออกใบรับรองตามเส้นทาง ATEX อุปกรณ์จึงผ่านเกณฑ์เพราะหน่วยงานที่ออกใบรับรองมีชื่ออยู่ในรายการ ไม่ใช่เพราะมีตราสัญลักษณ์บนตัวเครื่อง จึงควรขอใบรับรองพร้อมชื่อหน่วยรับรองและเลขที่ใบรับรอง
ระบบตรวจจับก๊าซกับระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้เดิมของโรงงาน ต้องแยกกันหรือรวมเป็นระบบเดียว
เป็นคนละระบบตามกฎหมาย แต่ควรทำงานร่วมกันภายใต้ตาราง Cause and Effect ชุดเดียว ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ถูกกำหนดโดยประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฯ พ.ศ. 2552 ซึ่งนิยามให้รวมเครื่องตรวจจับควัน ความร้อน หรือเปลวไฟ ส่วนระบบตรวจจับก๊าซถูกกำหนดโดยกฎหมายคนละฉบับและใช้คำเรียกคนละคำ ในทางปฏิบัติเรามักเก็บลอจิกทั้งสองไว้ในตาราง C&E เดียวกัน แล้วให้ระบบตรวจจับก๊าซส่งสัญญาณสถานะเข้าระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เพื่อให้ห้องควบคุมเห็นภาพเดียวกัน สิ่งที่ต้องระวังคืออย่ารวมจนแยกไม่ออกว่าอุปกรณ์ตัวไหนอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับใด เพราะข้อกำหนดเรื่องการรับรอง มาตรฐานอ้างอิง และรอบตรวจสอบของสองระบบไม่เท่ากัน
ใครต้องเป็นผู้ให้ความเห็นชอบแบบระบบตรวจจับก๊าซ และต้องยื่นเอกสารกับหน่วยงานใด
ขึ้นอยู่กับว่าสถานประกอบกิจการของคุณอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับใด สำหรับสถานประกอบกิจการก๊าซปิโตรเลียมเหลว ประกาศกรมธุรกิจพลังงานว่าด้วยการติดตั้งเครื่องส่งเสียงดังเมื่อก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่ว ข้อ 2(2) ระบุชัดว่าการติดตั้งต้องเป็นไปตามมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ และต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมธุรกิจพลังงาน สำหรับสถานประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้กฎหมายโรงงาน การตรวจสอบเป็นเรื่องของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายโรงงาน ส่วนข้อกำหนดฝั่งกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานอยู่ในความดูแลของพนักงานตรวจความปลอดภัย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือจัดซื้ออุปกรณ์เสร็จก่อนแล้วจึงพบว่าอุปกรณ์นั้นไม่ผ่านเงื่อนไขความเห็นชอบ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดในวันตรวจสอบ ไม่ใช่วันติดตั้ง
ระบบตรวจจับก๊าซใหม่ ต่อเข้ากับระบบควบคุมเดิมของโรงงานได้หรือไม่
ได้ในกรณีส่วนใหญ่ อุปกรณ์ตรวจจับก๊าซอุตสาหกรรมโดยทั่วไปให้สัญญาณเอาต์พุตชนิด 4–20 mA ซึ่งเชื่อมเข้ากับตู้ควบคุมเดิม PLC หรือ DCS ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบควบคุมทั้งชุด ทั้งนี้รูปแบบสัญญาณของแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน จึงควรยืนยันกับข้อมูลผลิตภัณฑ์ของรุ่นที่จะใช้จริงก่อนกำหนดสเปกอินเทอร์เฟซ สิ่งที่ต้องตกลงให้ชัดตั้งแต่ต้นไม่ใช่ตัวเลขสัญญาณ แต่คือลอจิกการแจ้งเตือน ระดับแจ้งเตือนขั้นต้นกับขั้นสูง เงื่อนไข voting ก่อนสั่ง shutdown และตำแหน่งที่ระบบจะบันทึกเหตุการณ์ไว้
