ระบบดับเพลิงด้วยโฟม คืออะไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง
ระบบดับเพลิงด้วยโฟม (Foam Fire Suppression System) คือระบบดับเพลิงที่ออกแบบมาสำหรับเพลิงประเภท B — เพลิงของเหลวไวไฟและของเหลวติดไฟได้ เช่น น้ำมันดิบ แก๊สโซลีน แนฟทา ดีเซล น้ำมันอากาศยาน และสารทำละลายในกระบวนการเคมี ซึ่งเป็นเพลิงประเภทที่ “น้ำเปล่า” ไม่เพียงดับไม่ได้ แต่ยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
เหตุผลเป็นเรื่องความหนาแน่น น้ำมีความหนาแน่นสูงกว่าไฮโดรคาร์บอนเกือบทุกชนิด น้ำที่ฉีดลงบนผิวเชื้อเพลิงที่กำลังลุกไหม้จะจมผ่านชั้นผิวที่ร้อนจัดแล้วเดือดกลายเป็นไอทันที การขยายตัวอย่างรุนแรงดันเชื้อเพลิงที่ติดไฟให้ล้นออกจากถังหรือเขตกั้น เรียกว่า Slop-over ส่วน Boil-over เป็นคนละกลไก คือคลื่นความร้อนในถังน้ำมันดิบเคลื่อนตัวลงจนถึงชั้นน้ำที่ก้นถังหลังไฟไหม้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน แล้วดันเชื้อเพลิงทั้งถังพุ่งออกมา ทั้งสองกรณีเปลี่ยนเพลิงในถังใบเดียวให้กลายเป็นเพลิงลามทั่วพื้นที่ นี่คือเหตุผลที่ทุกไซต์ที่เก็บของเหลวไวไฟในปริมาณมากต้องมี ระบบดับเพลิงด้วยโฟม ไม่ใช่แค่ระบบน้ำดับเพลิง
ระบบดับเพลิงด้วยโฟมทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตั้งถาวรบนถังเก็บน้ำมัน ระบบ Deluge ในพื้นที่กระบวนการ หรือระบบบนรถดับเพลิง ล้วนประกอบด้วยห่วงโซ่เดียวกันสี่ขั้น และความล้มเหลวที่ขั้นใดขั้นหนึ่งทำให้ทั้งระบบไร้ค่า
| ขั้น | องค์ประกอบ | หน้าที่ |
|---|---|---|
| 1 | น้ำยาโฟมเข้มข้น (Foam Concentrate) | สารเคมีเข้มข้นที่เก็บในถัง ยังไม่ใช่โฟม |
| 2 | ระบบผสมโฟม (Proportioner) | ฉีดน้ำยาเข้มข้นเข้าสู่สายน้ำดับเพลิงในสัดส่วนที่ถูกต้อง |
| 3 | สารละลายโฟม (Foam Solution) | ของเหลวผสมที่ไหลในท่อไปยังอุปกรณ์ฉีด — ยังไม่มีฟอง |
| 4 | อุปกรณ์ฉีด (Discharge Device) | เติมอากาศเข้าไปในสารละลาย เกิดเป็น โฟมสำเร็จ (Finished Foam) แล้วส่งไปยังผิวเชื้อเพลิง |
จุดที่ผู้กำหนดสเปกจำนวนมากพลาดคือการมองว่าระบบดับเพลิงด้วยโฟมเท่ากับ “การซื้อน้ำยาโฟม” ทั้งที่น้ำยาโฟมที่ดีที่สุดในโลก เมื่อผ่านระบบผสมที่ผสมได้ 2.1% แทนที่จะเป็น 3% ก็ให้ชั้นโฟมที่บางเกินกว่าจะอยู่รอดได้ตลอดเวลาที่ต้องฉีด หน้านี้อธิบายฝั่ง ผลิตภัณฑ์และวิศวกรรม ของระบบดับเพลิงด้วยโฟม — โฟมดับไฟได้อย่างไร ระบบผสมมีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร และต้องกำหนดสเปกอะไรบ้าง
สำหรับฝั่ง ทรัพย์สินที่ต้องป้องกัน — ถังเก็บน้ำมันเหนือพื้นดินและคลังน้ำมันต้องติดตั้งอะไรตามกฎหมายไทย ระบบโฟมต้องจับคู่กับระบบน้ำหล่อเย็นอย่างไร และ TOR ต้องเขียนอะไร — อ่านต่อที่ ระบบดับเพลิงถังเก็บน้ำมันและคลังน้ำมันตามกฎกระทรวง
โฟมดับเพลิงไฮโดรคาร์บอนได้อย่างไร — กลไกสี่ข้อ
โฟมสำเร็จมีความหนาแน่นต่ำกว่าเชื้อเพลิงเหลวทุกชนิดที่มันถูกออกแบบมาให้ดับ จึงลอยอยู่บนผิวเชื้อเพลิงและแผ่ตัวออกเป็นชั้นต่อเนื่อง จากตำแหน่งนั้นชั้นโฟมทำงานสี่อย่างพร้อมกัน
- แยกอากาศออกจากไอเชื้อเพลิง (Smothering) — ชั้นโฟมเป็นเกราะกายภาพระหว่างออกซิเจนในบรรยากาศกับไอเชื้อเพลิงที่ลอยขึ้นมา เมื่อสามเหลี่ยมของไฟขาดด้านออกซิเจน การเผาไหม้ก็หยุด
- กดไอระเหยที่ผิวเชื้อเพลิง (Vapour Suppression) — สิ่งที่ลุกไหม้จริง ๆ ไม่ใช่ของเหลว แต่คือไอที่ระเหยขึ้นมาเหนือผิว ชั้นโฟมปิดผิวไว้จึงลดอัตราการระเหยลง ทำให้ความเข้มข้นของไอเหนือผิวต่ำกว่าขีดจำกัดล่างของการติดไฟ นี่คือกลไกที่ป้องกันการลุกติดซ้ำหลังไฟดับ
- แยกเปลวไฟออกจากผิวเชื้อเพลิง (Separation) — เมื่อเปลวไฟไม่สัมผัสผิวของเหลวโดยตรง ความร้อนแผ่รังสีที่ป้อนกลับเข้าไปเร่งการระเหยก็ถูกตัดวงจร
- หล่อเย็น (Cooling) — โฟมสำเร็จโดยมวลแล้วส่วนใหญ่คือน้ำ น้ำที่ระบายออกจากชั้นโฟม (Drainage) ค่อย ๆ ลดอุณหภูมิของผิวเชื้อเพลิงและของโลหะโดยรอบ เช่น ผนังถัง โครงเหล็ก และท่อ ซึ่งเป็นแหล่งจุดติดซ้ำที่พบบ่อยที่สุดหลังเปลวไฟดับไปแล้ว
ตัวเลขที่บอกว่าชั้นโฟมจะอยู่รอดหรือไม่
สิ่งที่ทำให้ระบบดับเพลิงด้วยโฟมสองระบบต่างกัน ไม่ใช่คำว่า “มีโฟม” แต่คือคุณภาพของชั้นโฟมที่ผลิตได้ วัดด้วยสองค่าที่ต้องปรากฏในเอกสารทดสอบเสมอ
อัตราการขยายตัว (Expansion Ratio) คือปริมาตรของโฟมสำเร็จต่อปริมาตรของสารละลายโฟมที่ใช้ผลิต NFPA 11 แบ่งเป็นสามช่วง — Low Expansion ไม่เกิน 20:1, Medium Expansion ระหว่าง 20:1 ถึง 200:1 และ High Expansion ตั้งแต่ 200:1 ถึง 1,000:1 งานป้องกันถังเก็บน้ำมัน ท่าเทียบเรือ และพื้นที่กระบวนการกลางแจ้งเกือบทั้งหมดใช้ Low Expansion เพราะโฟมที่มีน้ำมากกว่าจะต้านลม ต้านความร้อนแผ่รังสี และไหลข้ามผิวเชื้อเพลิงได้ดีกว่า ส่วน Medium และ High Expansion ใช้ในพื้นที่ปิด เช่น ห้องเครื่อง โรงเก็บสินค้าอันตราย หรือหลุมท่อ ที่ต้องการเติมปริมาตรให้เต็มมากกว่าต้องการความทนทาน
ระยะเวลาระบายน้ำ 25% (25% Drainage Time) คือเวลาที่ชั้นโฟมปล่อยน้ำออกไปหนึ่งในสี่ของปริมาณสารละลายที่ใช้ผลิต ค่านี้คือตัวชี้วัดโดยตรงว่าชั้นโฟมจะคงตัวอยู่บนผิวเชื้อเพลิงร้อนได้นานเพียงใด ค่ายิ่งสูงชั้นโฟมยิ่งอยู่ทน — และนี่คือค่าที่มักเสื่อมลงก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อระบบผสมทำงานต่ำกว่าสเปก หรือเมื่อน้ำยาเข้มข้นเสื่อมคุณภาพจากการเก็บผิดวิธี
สิ่งที่เปลี่ยนไปในยุคโฟมปลอดฟลูออรีน
โฟม AFFF ยุคเดิมอาศัยกลไกเสริมอีกหนึ่งข้อที่โฟมยุคใหม่ไม่มี คือ ฟิล์มน้ำ (Aqueous Film) ที่แผ่ตัวออกไปบนผิวไฮโดรคาร์บอนเร็วกว่าตัวชั้นโฟมเอง ฟิล์มนั้นเกิดจากสารลดแรงตึงผิวกลุ่มฟลูออรีน ซึ่งคือสาร PFAS ที่กำลังถูกเลิกใช้ทั่วโลก
โฟมสังเคราะห์ปลอดฟลูออรีน (SFFF) ไม่สร้างฟิล์มน้ำ จึงต้องอาศัยกลไกของ ตัวชั้นโฟมล้วน ๆ ผลตามมาในทางวิศวกรรมมีสองข้อที่ต้องนำไปใช้ตอนออกแบบจริง ข้อแรก เทคนิคการฉีดสำคัญขึ้นมาก โฟมปลอดฟลูออรีนตอบสนองดีที่สุดกับการฉีดแบบนุ่มนวล (Gentle Application) ที่ให้โฟมไหลเข้าหาผิวเชื้อเพลิง ไม่ใช่พุ่งกระแทกลงไป ข้อสอง คุณภาพฟองที่อุปกรณ์ฉีดผลิตได้กลายเป็นตัวแปรตัดสิน ระบบที่เคยดับไฟได้ด้วย AFFF ผ่านหัวฉีดที่เติมอากาศไม่ดี อาจดับไม่ได้ด้วยน้ำยาปลอดฟลูออรีนตัวเดียวกันที่อัตราเดียวกัน การเปลี่ยนน้ำยาโฟมจึงไม่เคยเป็นการเปลี่ยน “แค่ของเหลวในถัง”
จากน้ำยาเข้มข้นสู่โฟมสำเร็จ: การผสมทำงานอย่างไร
น้ำยาโฟมเข้มข้นถูกกำหนดค่าด้วย อัตราการผสม (Proportioning Rate) ที่แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์โดยปริมาตรของสารละลายโฟม อัตราที่พบในงานจริงคือ 1%, 3% และ 6% โดยตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพ แต่คือ “ความเข้มข้นของสูตร” ที่ผู้ผลิตออกแบบมาและได้รับการรับรองมาที่อัตรานั้น การใช้น้ำยา 3% ที่ 6% ไม่ได้ทำให้ดับไฟดีขึ้นสองเท่า แต่ทำให้คุณภาพฟองผิดจากที่ทดสอบไว้ และทำให้ปริมาณน้ำยาสำรองที่คำนวณไว้หมดเร็วกว่าที่ออกแบบเท่าตัว
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือน้ำยา 3% หากระบบต้องจ่ายสารละลายโฟม 100 ส่วน ระบบผสมต้องฉีดน้ำยาเข้มข้น 3 ส่วน เข้าไปในน้ำดับเพลิง 97 ส่วน ผลลัพธ์คือสารละลายโฟม 100 ส่วนที่ไหลไปตามท่อ ยังไม่มีฟองใด ๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น ฟองเกิดขึ้นที่ปลายทางเท่านั้น เมื่อสารละลายผ่านอุปกรณ์ฉีดที่ดูดอากาศเข้ามาผสม (Aspiration) แล้วขยายตัวเป็นโฟมสำเร็จ
แปลงเป็นตัวเลขงานจริง ระบบที่ออกแบบให้จ่ายสารละลายโฟม 4,000 ลิตร/นาที ด้วยน้ำยา 3% ต้องการ
- น้ำยาโฟมเข้มข้น 120 ลิตร/นาที
- น้ำดับเพลิง 3,880 ลิตร/นาที
- และหากระยะเวลาฉีดตามแบบคือ 55 นาที ต้องมีน้ำยาเข้มข้นพร้อมใช้ 6,600 ลิตร ก่อนคิดปริมาณสำรอง
ทำไมจึงมีน้ำยาแบบ 3×3 และ 1×3
น้ำยาที่เขียนกำกับว่า 3×3 หรือ 1×3 คือน้ำยาชนิดทนแอลกอฮอล์ (Alcohol-Resistant) ที่มีอัตราการผสมสองค่าในขวดเดียวกัน ตัวเลขตัวแรกคืออัตราสำหรับเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอน ตัวเลขตัวหลังคืออัตราสำหรับสารทำละลายมีขั้ว
- 3×3 ใช้ 3% ทั้งสองกรณี — ตั้งค่าระบบผสมครั้งเดียว ไม่ต้องสลับ ลดโอกาสผิดพลาดในภาวะฉุกเฉินมากที่สุด เหมาะกับไซต์ที่มีทั้งน้ำมันและเอทานอลปนกันอยู่
- 1×3 ใช้ 1% กับไฮโดรคาร์บอน และ 3% กับสารทำละลายมีขั้ว — ประหยัดน้ำยาเข้มข้นบนความเสี่ยงไฮโดรคาร์บอนได้มาก แต่ต้องมีระบบผสมที่ปรับอัตราได้จริงและมีขั้นตอนสั่งการที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์ใดใช้อัตราใด
การเลือกระหว่างสองแบบนี้ไม่ใช่เรื่องราคาน้ำยาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความสามารถของระบบผสมและความเสี่ยงจากความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน ระบบผสมที่ปรับอัตราไม่ได้ทำให้ตัวเลือก 1×3 หมดความหมายทันที
อัตราการผสมต้องแม่นแค่ไหน — แถบยอมรับ −0% / +30% ของ NFPA 11
นี่คือข้อกำหนดเชิงตัวเลขที่หน้าเว็บภาษาไทยเกี่ยวกับโฟมแทบไม่มีหน้าไหนระบุ และเป็นข้อที่ผู้ตรวจสอบใช้ตัดสินว่าระบบดับเพลิงด้วยโฟมของคุณผ่านหรือไม่ผ่าน
NFPA 11 ข้อ 12.6.5 กำหนดแถบยอมรับของอัตราการผสมไว้ที่ −0% ถึง +30% ของค่าตามแบบ หรือ +1 จุดเปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ค่าใดจะน้อยกว่า สำหรับน้ำยา 3% ค่าที่น้อยกว่าคือ +30% (0.9 จุด) อัตราที่วัดได้จริงจึงต้องอยู่ระหว่าง 3.0% ถึง 3.9% แต่สำหรับน้ำยา 6% หรือระบบ 3+3% ค่าที่น้อยกว่ากลับเป็น +1 จุดเปอร์เซ็นต์ แถบยอมรับจึงเป็น 6.0–7.0% ไม่ใช่ 6.0–7.8% และสำหรับน้ำยา 1% แถบยอมรับคือ 1.0–1.3% การใช้สูตร +30% อย่างเดียวกับทุกอัตราการผสมจึงเป็นความผิดพลาดที่ทำให้เขียนเกณฑ์ตรวจรับหลวมเกินจริงที่อัตรา 6% และสำหรับน้ำยา 1% ต้องอยู่ระหว่าง 1.0% ถึง 1.3%
จุดสำคัญคือความไม่สมมาตรของแถบนี้ ด้านล่างเป็น ศูนย์ ไม่มีการยอมให้ผสมต่ำกว่าค่าตามแบบแม้แต่จุดทศนิยมเดียว ระบบที่วัดได้ 2.9% สำหรับน้ำยา 3% คือระบบที่ไม่ผ่าน ไม่ใช่ระบบที่ “เกือบผ่าน”
เหตุผลทางฟิสิกส์ตรงไปตรงมา ความเข้มข้นที่ต่ำกว่าสเปกให้ชั้นโฟมที่บางกว่า ระบายน้ำเร็วกว่า และแตกตัวก่อนเวลาบนผิวเชื้อเพลิงที่ยังร้อนอยู่ ในการทดสอบห้องปฏิบัติการอาจยังดับไฟถาดทดสอบได้ แต่ในเพลิงถังจริงที่ต้องฉีดต่อเนื่อง 30 ถึง 55 นาที ชั้นโฟมที่บางเกินไปจะเปิดผิวเชื้อเพลิงกลับมาสัมผัสอากาศระหว่างทาง แล้วไฟจะกลับมา ส่วนด้านบนที่ยอมให้เกินได้ถึง +30% สะท้อนว่าการผสมเกินไม่ทำให้ระบบไม่ปลอดภัยทันที แต่ก็ไม่ใช่เรื่องฟรี เพราะน้ำยาสำรองที่คำนวณไว้จะหมดเร็วกว่าแผน และในน้ำยาบางสูตรความเข้มข้นที่สูงเกินไปทำให้ความหนืดของสารละลายเปลี่ยนจนคุณภาพฟองที่หัวฉีดด้อยลง
จุดที่ระบบส่วนใหญ่ตกคือ “การไหลบางส่วน” ไม่ใช่การไหลเต็มระบบ
ระบบผสมเกือบทุกแบบสามารถทำอัตราให้ถูกต้องได้ที่อัตราการไหลออกแบบจุดเดียว ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อระบบทำงานจริง ซึ่งแทบไม่เคยเป็นการไหลเต็มระบบ
สถานการณ์ที่พบบ่อยคือเพลิงเกิดที่ถังใบเดียว วาล์วโซนเปิดเพียงโซนเดียว หัวฉีดเปิดเพียงบางตัว หรือทีมใช้มอนิเตอร์เพียงหนึ่งกระบอกในช่วงต้นของเหตุการณ์ อัตราการไหลจริงในนาทีแรกอาจเหลือเพียงหนึ่งในห้าของค่าออกแบบ หากอัตราการผสมเลื่อนออกนอกแถบที่จุดนั้น โฟมที่ถูกฉีดในช่วงที่สำคัญที่สุดของเหตุการณ์คือโฟมที่ผสมไม่ได้สเปก
ตัวเลขที่ต้องถามผู้ผลิตจึงไม่ใช่ “อัตราการไหลสูงสุด” แต่คือ ช่วงการทำงาน (Turndown Ratio) ที่ยังรักษาอัตราการผสมในแถบได้ และเป็นช่วงที่ปรากฏในใบรับรอง ไม่ใช่ในโบรชัวร์ ระบบผสม FireDos GEN III ล็อกอัตราส่วนกับอัตราการไหลของน้ำดับเพลิงทางกลไก ส่วนช่วงการไหลที่ใช้อ้างอิงได้ต้องเป็นช่วงของรุ่นนั้นตามใบรับรอง FM ให้ตรวจสอบอัตราการไหลต่ำสุดที่ผ่านการรับรองจาก approvalguide.com หรือเอกสารข้อมูลทางเทคนิคของรุ่นนั้น อัตราส่วนช่วงการไหลที่อ้างกันเป็นค่าเดียวของทั้งตระกูลผลิตภัณฑ์ใช้เป็นเกณฑ์ตรวจรับไม่ได้ เพราะช่วงจริงต่างกันไปตามรุ่น ดังที่เห็นได้จากตารางช่วงการไหลของตระกูล FD ในหัวข้อถัดไป
รายละเอียดข้อกำหนดทั้งห้าข้อของ NFPA 11 การจัดแฟ้มเอกสารที่ผู้ตรวจสอบขอดู และจุดที่ไซต์ในไทยมักไม่ผ่าน อยู่ในบทความเฉพาะ: การปฏิบัติตาม NFPA 11 สำหรับระบบผสมโฟมในประเทศไทย
ระบบผสมโฟมมีกี่แบบ และแต่ละแบบมีข้อจำกัดอะไร
คำอธิบายภาษาไทยส่วนใหญ่หยุดอยู่ที่ประโยคว่า “ระบบผสมโฟมมีหลายชนิด” แล้วไปต่อเรื่องอื่น ทั้งที่การเลือกชนิดของระบบผสมคือการตัดสินใจที่กำหนดต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ความพร้อมใช้ และผลการตรวจสอบประจำปีของระบบดับเพลิงด้วยโฟมทั้งระบบ ชนิดที่ใช้งานจริงในงานอุตสาหกรรมมีห้าแบบ
1. Inline Eductor (Venturi) — ใช้หลักการคอคอดเวนทูรีดูดน้ำยาเข้ามาผสม ราคาต่ำที่สุดและไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว แต่แลกด้วยข้อจำกัดหนัก ต้องทำงานในกรอบอัตราการไหลและแรงดันที่แคบมาก มีการสูญเสียแรงดันสูง โดยค่าที่แท้จริงต้องอ่านจากเส้นโค้งของผู้ผลิตแต่ละรุ่น ระยะสายจากตัวดูดถึงหัวฉีดถูกจำกัด และประสิทธิภาพลดลงอย่างชัดเจนกับน้ำยาที่มีความหนืดสูงอย่างกลุ่ม AR เหมาะกับงานเคลื่อนที่ขนาดเล็ก ไม่ใช่ระบบติดตั้งถาวรของถังเก็บน้ำมัน
2. Around-the-Pump Proportioner — ต่อวงจรบายพาสรอบปั๊มหลัก เรียบง่ายและใช้กันมากในรถดับเพลิงรุ่นเก่า แต่ผูกอัตราการผสมไว้กับสภาวะของปั๊ม จึงคลาดเคลื่อนเมื่อแรงดันขาเข้าหรืออัตราการไหลเปลี่ยน และจัดการยากเมื่อมีสายจ่ายหลายทางพร้อมกัน
3. Bladder Tank (Pressure Proportioning Tank) — ถังความดันที่มีถุงยางบรรจุน้ำยาอยู่ภายใน ใช้แรงดันน้ำดับเพลิงบีบถุงเพื่อจ่ายน้ำยา ข้อดีคือไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเลย ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับตั้งแต่วันออกแบบมีสามข้อ หนึ่ง ปริมาณน้ำยาถูกกำหนดตายตัวด้วยขนาดถัง เวลาฉีดจึงมีเพดานที่เติมระหว่างใช้งานไม่ได้ สอง การเติมน้ำยาต้องปลดแรงดันและนำระบบออกจากสถานะพร้อมใช้ ซึ่งต้องมีใบอนุญาตทำงานและแผนรองรับช่วงที่ระบบไม่พร้อม สาม ถุงยางเป็นวัสดุสิ้นเปลืองที่เสื่อมตามอายุและตามชนิดน้ำยาที่สัมผัส และการเปลี่ยนไปใช้น้ำยาปลอดฟลูออรีนที่หนืดกว่าเดิมเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการต้องประเมินถุงใหม่
4. Balanced Pressure แบบใช้ปั๊มน้ำยา — ใช้ปั๊มแยกจ่ายน้ำยาแล้วปรับสมดุลแรงดันกับสายน้ำดับเพลิงผ่านวาล์วควบคุม ให้ความแม่นยำในช่วงการไหลกว้างและเติมน้ำยาระหว่างใช้งานได้ แต่ต้องมีแหล่งพลังงานสำหรับปั๊มน้ำยา ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ ซึ่งหมายถึงต้องมีไฟฟ้าสำรองที่เชื่อถือได้ในเหตุการณ์ที่ไฟฟ้าหลักอาจดับ และมีจุดที่ต้องบำรุงรักษาและทดสอบเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง
5. ระบบขับด้วยแรงดันน้ำแบบ Positive Displacement — ใช้มอเตอร์น้ำ (Water Motor) ที่ขับด้วยการไหลของน้ำดับเพลิงเอง ไปหมุนปั๊มลูกสูบที่จ่ายน้ำยาเข้มข้น อัตราส่วนระหว่างน้ำกับน้ำยาจึงถูกล็อกไว้ทางกลไก ไม่ขึ้นกับแรงดัน ไม่ขึ้นกับไฟฟ้า และไม่ต้องใช้ถังความดัน นี่คือหลักการที่ FireDos ใช้
| ประเด็น | Eductor | Bladder Tank | Balanced Pressure | ขับด้วยแรงดันน้ำ |
|---|---|---|---|---|
| ต้องใช้ไฟฟ้า | ไม่ | ไม่ | ใช่ | ไม่ |
| ถังน้ำยาเป็นถังความดัน | ไม่ | ใช่ | ไม่ | ไม่ |
| เติมน้ำยาระหว่างฉีดได้ | จำกัด | ไม่ได้ | ได้ | ได้ |
| ช่วงการไหลที่รักษาอัตราได้ | แคบ | ปานกลาง | กว้าง | กว้าง |
| รองรับน้ำยาหนืดสูง / AR | จำกัด | ต้องตรวจสอบถุง | ได้ | ได้ |
| การสูญเสียแรงดัน | สูง | ปานกลาง | ต่ำ | ต่ำ |
| ทดสอบอัตราผสมโดยไม่ปล่อยโฟม | ขึ้นกับการออกแบบและอุปกรณ์ทดสอบที่ติดตั้งไว้ | ขึ้นกับการออกแบบและอุปกรณ์ทดสอบที่ติดตั้งไว้ | ขึ้นกับการออกแบบ | ได้ (มีท่อวนกลับในตัวเครื่อง) |
เลือกชนิดระบบผสมจากอะไร
คำถามสี่ข้อตัดตัวเลือกได้เกือบทั้งหมดก่อนจะไปถึงเรื่องราคา ข้อแรก ระบบต้องพร้อมทำงานในสถานการณ์ที่ไฟฟ้าในพื้นที่ถูกตัดหรือไม่ ถ้าใช่ ตัวเลือกที่ต้องพึ่งปั๊มน้ำยาซึ่งขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจะพ่วงข้อกำหนดเรื่องแหล่งจ่ายไฟสำรองและการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเข้ามาในขอบเขตงานทันที ข้อสอง เหตุการณ์ที่ใช้ออกแบบยาวกว่าปริมาณน้ำยาที่บรรจุอยู่ในถังความดันได้หรือไม่ ถ้าใช่ ความสามารถในการเติมน้ำยาระหว่างฉีดจะกลายเป็นข้อกำหนด ไม่ใช่ของแถม ข้อสาม อัตราการไหลจริงในนาทีแรกของเหตุการณ์ต่ำกว่าค่าออกแบบมากเพียงใด ยิ่งต้องรักษาอัตราการผสมให้อยู่ในแถบตลอดช่วงที่กว้าง ตัวเลือกที่ทำงานได้เฉพาะกรอบแคบก็ยิ่งหลุดออกไปเอง ข้อสี่ น้ำยาที่จะใช้จริงมีความหนืดเท่าใดและเป็นชนิดทนแอลกอฮอล์หรือไม่ เพราะข้อนี้กำหนดทั้งชนิดของระบบผสมและวัสดุที่สัมผัสน้ำยาตลอดเส้นทาง
ลำดับที่ผิดพลาดบ่อยที่สุดคือเลือกยี่ห้อน้ำยาให้จบก่อน แล้วค่อยหาระบบผสมมารองรับทีหลัง ทั้งที่ใบรับรองของระบบผสมผูกอยู่กับขอบเขตความหนืดและช่วงการไหลที่ผ่านการทดสอบมาแล้วเท่านั้น การตัดสินใจสองเรื่องนี้พร้อมกันตั้งแต่ต้นจึงถูกกว่าการแก้ทีหลังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานติดตั้งใหม่หรืองานปรับปรุงระบบเดิม
หลักการขับด้วยแรงดันน้ำ: ทำไมจึงไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและเติมน้ำยาระหว่างฉีดได้
FireDos อธิบายหลักการของตัวเองไว้ตรงไปตรงมาว่าเป็นแนวคิดเชิงกลล้วน ประกอบด้วยมอเตอร์น้ำและปั๊มลูกสูบ ขับเคลื่อนด้วยการไหลของน้ำเพียงอย่างเดียว จึงไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและไม่ต้องมีระบบไฟฟ้าสำรอง ผลที่ตามมาในเชิงปฏิบัติการมีสี่ข้อที่ควรนำไปเทียบกับระบบที่มีอยู่เดิม
ไม่มีจุดล้มเหลวจากไฟฟ้า — เหตุเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ในคลังน้ำมันและพื้นที่กระบวนการมักมาพร้อมกับการตัดไฟในพื้นที่ ไม่ว่าจะโดยระบบป้องกันหรือโดยการตัดสินใจของทีมตอบโต้ ระบบผสมที่พลังงานมาจากน้ำดับเพลิงที่กำลังไหลอยู่แล้ว จึงตัดตัวแปรนี้ออกจากการวิเคราะห์ความพร้อมใช้ทั้งหมด และตัดภาระการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองในส่วนที่เกี่ยวกับระบบผสมออกไปด้วย
ถังน้ำยาเป็นถังบรรยากาศ ไม่ใช่ถังความดัน — FireDos ระบุว่าถังน้ำยาที่แยกออกมาต่างหากไม่มีแรงดัน จึงเติมได้ทุกเมื่อที่จำเป็น ผู้ใช้งานจึงได้เวลาดับเพลิงที่ไม่จำกัด นี่คือความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับ Bladder Tank ในเหตุการณ์ที่ยืดเยื้อเกินกว่าเวลาตามแบบ ทีมสามารถเติมน้ำยาจากถัง IBC หรือรถบรรทุกน้ำยาเข้าไปได้โดยระบบยังฉีดอยู่ ไม่ต้องหยุดฉีดเพื่อปลดแรงดันถัง
รองรับน้ำยาได้ทุกประเภท รวมถึงน้ำยาหนืดสูงและปลอดฟลูออรีน — FireDos ระบุว่ารองรับน้ำยาโฟมทุกชนิด แม้ชนิดที่มีความหนืดสูง ชนิดทนแอลกอฮอล์ และชนิดปลอดฟลูออรีน โดยขอบเขตความหนืดที่ผูกกับการรับรอง FM ของ GEN III ไม่ได้เป็นตัวเลขเดียว แต่เป็นกราฟความหนืดพลวัตเทียบกับอัตราเฉือน (dynamic viscosity vs. shear rate) ที่พิมพ์อยู่ในเอกสารข้อมูลของแต่ละรุ่นและใน approvalguide.com ผลในทางปฏิบัติคือการเทียบว่าน้ำยาที่จะใช้ “หนืดเกินไปหรือไม่” ต้องเทียบที่อัตราเฉือนเดียวกัน ตัวเลขความหนืดค่าเดียวที่ผู้ผลิตน้ำยาระบุมาในใบสเปกจึงยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ จนกว่าจะรู้ว่าวัดที่อัตราเฉือนเท่าใด ค่านี้คือค่าที่ต้องนำไปเทียบกับเอกสารข้อมูลของน้ำยาที่จะใช้จริงก่อนสั่งซื้อ ไม่ใช่หลังติดตั้ง
อัตราการผสมคงที่ตลอดช่วงการทำงานกว้าง — เพราะปั๊มน้ำยาถูกขับด้วยมอเตอร์น้ำโดยตรง เมื่อการไหลของน้ำลดลง การจ่ายน้ำยาก็ลดลงตามสัดส่วนเดียวกันโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยวาล์วควบคุม เซนเซอร์ หรือลูปควบคุมใด ๆ
สถานะการรับรอง
ระบบผสม FireDos GEN III ได้รับการรับรอง FM Approved ตามมาตรฐาน FM Class 5130 — Examination Standard for Foam Extinguishing Systems ซึ่งเป็นมาตรฐานฉบับที่ FM Approvals ออกใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2021 เพื่อครอบคลุมเครื่องผสมโฟมชนิดที่รองรับน้ำยาได้หลายระดับความหนืด และมีการรับรอง VdS ในบางรุ่น สามารถใช้ในระบบที่ออกแบบตามมาตรฐาน NFPA 11 ได้เมื่อติดตั้งตามข้อกำหนดของผู้ผลิต ในหน้าผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตระบุใบรับรองไว้ว่ามีทั้งใบรับรอง FM สำหรับ GEN III รุ่น FD1000 ถึง FD20000, ใบรับรอง VdS GEN III สำหรับ FD2000, FD4000 และ FD10000, ใบรับรอง VdS สำหรับ FD2500, FD4000, FD6000 และ FD8000 (FD2500 เป็นรุ่นก่อนหน้าที่ไม่อยู่ในสายผลิตภัณฑ์ GEN III ปัจจุบัน จึงไม่ควรนำมาอ้างในสเปกของงานใหม่) รวมถึงใบรับรอง DNV สำหรับงานทางทะเล
ข้อควรระวังในการเขียนสเปก: ให้อ้างอิงรุ่นและใบรับรองเป็นรายรุ่นเสมอ เพราะไม่ใช่ทุกขนาดในตระกูลเดียวกันที่ถือครองใบรับรองชุดเดียวกัน
การทดสอบอัตราการผสมโดยไม่ต้องปล่อยโฟมออกสู่สิ่งแวดล้อม
ระบบดับเพลิงด้วยโฟมต้องได้รับการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาตามรอบเพื่อยืนยันว่ายังทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ และรายการที่หนักที่สุดในรอบประจำปีคือการยืนยันอัตราการผสม วิธีดั้งเดิมคือฉีดสารละลายโฟมออกไปจริงแล้วเก็บตัวอย่างมาวัด ซึ่งสร้างปัญหาสามอย่างพร้อมกัน คือใช้น้ำยาเข้มข้นราคาแพงไปโดยเปล่าประโยชน์ สร้างน้ำเสียที่ต้องกักเก็บและกำจัด และในหลายไซต์ทำให้ต้องนำระบบออกจากสถานะพร้อมใช้เป็นเวลานาน
FireDos ออกแบบทางเลือกไว้ในตัวเครื่อง โดยใช้ท่อวนกลับ (Return Line) ผู้ผลิตอธิบายกลไกไว้ว่า จุดต่อท่อวนกลับทำให้น้ำยาโฟมไหลกลับเข้าถังน้ำยาได้ภายใต้สภาวะการทำงานจริง พร้อมกับวัดอัตราการไหลเชิงปริมาตรของน้ำยานั้นไปด้วย ผลที่ได้จะถูกนำไปคำนวณร่วมกับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเครื่องในเวลาเดียวกัน เพื่อหาอัตราการผสม — และตลอดกระบวนการนี้ไม่มีการผลิตสารละลายโฟมหรือโฟมดับเพลิงขึ้นมาเลย
ลำดับการทดสอบมีสี่ขั้น
- เปิดโหมดทดสอบด้วยบอลวาล์ว Returning / Proportioning
- เดินระบบให้น้ำดับเพลิงไหลวนและวัดอัตราการไหลของน้ำ
- มอเตอร์น้ำขับปั๊มน้ำยาตามสัดส่วนโดยตรง น้ำยาถูกส่งวนกลับเข้าถังและวัดปริมาณด้วยมาตรวัดการไหลแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic-Inductive Flow Meter)
- คำนวณอัตราการผสมจากอัตราการไหลทั้งสองค่า
ในยุคที่ไซต์ทั่วประเทศกำลังเปลี่ยนไปใช้น้ำยาปลอดฟลูออรีนซึ่งมีต้นทุนต่อลิตรสูงกว่าน้ำยาเดิม และในยุคที่การปล่อยสารละลายโฟมลงพื้นกลายเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องรายงาน ความสามารถในการพิสูจน์อัตราการผสมโดยไม่ผลิตโฟมเลยเปลี่ยนสถานะจาก “ของแถมที่ดี” เป็นเกณฑ์คัดเลือกจริงในการเปรียบเทียบข้อเสนอ
ข้อควรระวังที่ต้องเขียนให้ชัดในแผนการบำรุงรักษา: การทดสอบแบบไม่ปล่อยโฟมยืนยันอัตราการผสมและความสมบูรณ์ของชุดผสม แต่ไม่ทดแทนรายการตรวจสอบอื่นในรอบ ITM เช่น การทดสอบการไหลของหัวฉีดและอุปกรณ์ฉีด การตรวจสภาพท่อและวาล์ว หรือการสุ่มตัวอย่างน้ำยาเข้มข้นไปตรวจคุณภาพ ซึ่งยังต้องทำตามรอบของตัวเองแยกต่างหาก
ไฮโดรคาร์บอนกับสารทำละลายมีขั้ว — และเหตุผลที่แก๊สโซฮอล์เปลี่ยนโจทย์ในประเทศไทย
การเลือกน้ำยาโฟมเริ่มจากคำถามเดียว คือเชื้อเพลิงที่ต้องดับละลายน้ำได้หรือไม่
เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอน ไม่ละลายน้ำ ได้แก่ น้ำมันดิบ แก๊สโซลีน แนฟทา เฮกเซน ดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และสไตรีนโมโนเมอร์ ชั้นโฟมธรรมดาลอยอยู่บนผิวของเชื้อเพลิงกลุ่มนี้ได้โดยไม่ถูกทำลาย
สารทำละลายมีขั้ว (Polar Solvent) ละลายน้ำได้ ได้แก่ แอลกอฮอล์ทุกชนิด เอทานอล เมทานอล ไอโซโพรพานอล คีโตนอย่างอะซิโตนและ MEK รวมถึงเอสเทอร์ เชื้อเพลิงกลุ่มนี้ทำลายชั้นโฟมธรรมดาโดยการดึงน้ำออกจากฟองโฟม ชั้นโฟมจะยุบตัวลงในเวลาไม่กี่วินาที ไม่ว่าจะฉีดในปริมาณมากเพียงใด
ทางแก้คือน้ำยาชนิดทนแอลกอฮอล์ (Alcohol-Resistant) ซึ่งมีพอลิเมอร์ที่ตกตะกอนเป็นเยื่อบาง ๆ ขึ้นบนผิวเชื้อเพลิงที่มีขั้ว ทำหน้าที่กั้นไม่ให้ชั้นโฟมสัมผัสตัวทำละลายโดยตรง ชั้นโฟมจึงอยู่บนเยื่อนั้นได้ตามปกติ
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับไซต์ในประเทศไทยเป็นพิเศษ
โครงสร้างเชื้อเพลิงของไทยทำให้สมมติฐาน “ถังนี้เก็บไฮโดรคาร์บอนล้วน” ใช้ไม่ได้อีกต่อไปในหลายจุด แก๊สโซฮอล์ที่จำหน่ายทั่วประเทศคือแก๊สโซลีนผสมเอทานอล ตั้งแต่ E10 ไปจนถึง E20 และ E85 ซึ่งหมายความว่าถังผลิตภัณฑ์ ถังผสม ถังเอทานอลบริสุทธิ์ที่รอผสม รวมถึงจุดรับ-จ่ายและแท่นจ่ายรถบรรทุกในคลังหลายแห่ง มีเชื้อเพลิงที่มีขั้วอยู่ในระบบจริง
ผลในทางวิศวกรรมมีสามข้อ
- ต้องใช้น้ำยาชนิดทนแอลกอฮอล์ สำหรับความเสี่ยงที่มีเอทานอลผสมอยู่ น้ำยาไฮโดรคาร์บอนล้วนอย่างกลุ่ม RF3 หรือ RF6 ไม่ครอบคลุมความเสี่ยงนี้ ต่อให้เป็นน้ำยาที่ดีมากในงานที่มันถูกออกแบบมา
- ต้องใช้อัตราการฉีดตามที่ระบุในใบรับรองของน้ำยารุ่นนั้นสำหรับสารทำละลายมีขั้ว ไม่ใช่ค่าต่ำสุดของไฮโดรคาร์บอน อัตราสำหรับเชื้อเพลิงมีขั้วขึ้นกับชนิดตัวทำละลายและขึ้นกับผลทดสอบของน้ำยาแต่ละรุ่น จึงต้องอ่านจากเอกสารรับรองเป็นรายผลิตภัณฑ์เสมอ
- เทคนิคการฉีดต้องเป็นแบบนุ่มนวล เยื่อพอลิเมอร์ที่ปกป้องชั้นโฟมถูกทำลายได้ด้วยลำโฟมที่พุ่งกระแทกลงไปในของเหลว การออกแบบต้องให้โฟมไหลลงตามผนังถังหรือแผ่ตัวเข้าหาผิวเชื้อเพลิง ไม่ใช่จมลงไปแล้วโผล่ขึ้นมา ข้อนี้กระทบการเลือกอุปกรณ์ฉีดและตำแหน่งติดตั้งโดยตรง
สำหรับไซต์ที่มีทั้งน้ำมันและเอทานอลอยู่ในรั้วเดียวกัน น้ำยาแบบ 3×3 ที่ใช้อัตราเดียวกันทั้งสองกรณีมักเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในเชิงปฏิบัติการ เพราะตัดโอกาสที่ผู้ปฏิบัติงานจะตั้งอัตราผิดในนาทีแรกของเหตุการณ์ออกไปทั้งหมด
น้ำยาโฟมยุคปลอดฟลูออรีน และใบรับรองที่ต้องอ่านให้เป็น
ตระกูลน้ำยาโฟมที่ปรากฏในเอกสารเก่ามีสี่กลุ่มหลัก คือ Protein, Fluoroprotein, AFFF และ AR-AFFF สามกลุ่มหลังมีสารลดแรงตึงผิวกลุ่มฟลูออรีนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งคือสาร PFAS
ตระกูลที่มาแทนคือ SFFF (Synthetic Fluorine-Free Foam) สำหรับไฮโดรคาร์บอน และ AR-SFFF สำหรับงานที่ต้องครอบคลุมสารทำละลายมีขั้วด้วย เอกสารภาษาไทยจำนวนมากยังหยุดรายการอยู่ที่ AR-AFFF ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของยุคก่อนหน้าและกำลังถูกถอดออกจากตลาดตามกฎหมายในหลายเขตอำนาจ
ใบรับรองที่ต้องระบุใน TOR
- EN 1568:2018 ส่วนที่ 1–4 — ส่วนที่ 1 และ 2 ครอบคลุมโฟม Medium และ High Expansion ส่วนที่ 3 คือ Low Expansion บนไฮโดรคาร์บอน และส่วนที่ 4 คือ Low Expansion บนสารทำละลายมีขั้ว ผลทดสอบรายงานเป็นคู่อักษร เช่น IA โดยเลขโรมันคือระดับความสามารถในการดับ (I ดีที่สุด) และตัวอักษรคือความต้านการลุกติดซ้ำ (A ดีที่สุด) การเขียน TOR ว่า “ผ่าน EN 1568” เฉย ๆ จึงแทบไม่มีความหมาย ต้องระบุส่วนที่ต้องผ่านและระดับขั้นต่ำที่ยอมรับ
- UL 162 — มาตรฐานอุปกรณ์โฟมและน้ำยาโฟมเหลว การขึ้นทะเบียนผูกกับ “น้ำยารุ่นนั้นกับอุปกรณ์ฉีดแบบนั้นที่อัตรานั้น” เสมอ ไม่ใช่ใบรับรองลอย ๆ ของน้ำยา
- FM 5130 (Foam Extinguishing Systems) — มาตรฐาน FM Approvals สำหรับระบบดับเพลิงด้วยโฟม ใช้ทั้งกับน้ำยาและกับอุปกรณ์ในระบบ ไซต์ที่กรมธรรม์ประกันภัยอ้างอิง FM มักบังคับข้อนี้
- LASTFIRE — โครงการทดสอบที่ริเริ่มโดยกลุ่มผู้ประกอบการคลังน้ำมันเอง ผลรายงานเป็นระดับ Good / Moderate / Poor แยกตามชนิดหัวฉีด ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใกล้เคียงสภาพการใช้งานจริงในถังมากกว่ามาตรฐานถาดทดสอบ
- ICAO และ IMO MSC.1/Circ.1312 — สำหรับงานสนามบินและงานทางทะเลตามลำดับ
ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับตั้งแต่ต้น: ไม่มีน้ำยารุ่นใดถือครองใบรับรองครบทุกใบ การเขียนสเปกที่เรียกร้องใบรับรองทุกใบพร้อมกันมักจบลงด้วยการไม่มีผู้เสนอราคาที่ผ่านคุณสมบัติ วิธีที่ใช้ได้จริงคือจัดลำดับว่าใบรับรองใดเป็นข้อบังคับจากผู้กำกับดูแลหรือบริษัทประกัน และใบใดเป็นข้อได้เปรียบ
ความเข้ากันได้กับระบบผสมที่มีอยู่
น้ำยากลุ่ม AR-SFFF โดยทั่วไปมีความหนืดสูงกว่าน้ำยา AFFF ที่ระบบเดิมถูกออกแบบมารองรับ ก่อนตัดสินใจซื้อน้ำยาต้องเทียบสามอย่าง คือค่าความหนืดในเอกสารข้อมูลของน้ำยา ขอบเขตความหนืดที่ระบบผสมได้รับการรับรอง และความเข้ากันได้ของวัสดุซีลและปะเก็นในเส้นทางที่สัมผัสน้ำยา รวมถึงต้องวางแผนการล้างระบบ เพราะสาร AFFF ที่ตกค้างในท่อและถังจะปนเปื้อนน้ำยาใหม่และทำให้ผลการทดสอบไม่ผ่าน
SATU Innovative จัดหาน้ำยาโฟมปลอดฟลูออรีน SOLBERG ในประเทศไทย สาธุ อินโนเวตีฟ ไม่มีสต็อก ไม่จัดหา และไม่จำหน่ายโฟม AFFF หรือ AR-AFFF ครอบคลุมทั้งกลุ่ม AR-SFFF แบบ 3×3 และ 1×3 กลุ่มไฮโดรคาร์บอน และกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนสำหรับระบบสปริงเกอร์ — ดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์และใบรับรองรายรุ่นที่ น้ำยาโฟมปลอด PFAS SOLBERG และดูข้อกำหนดตามอนุสัญญา SOLAS บทที่ II-2 ตามมติ IMO MSC.532(107) ที่ มาตรการ IMO 2026 ห้ามใช้โฟม PFOS
อุปกรณ์ฉีดโฟม: หัวฉีดมอนิเตอร์ ห้องโฟม และสปริงเกอร์โฟม-น้ำ
อุปกรณ์ฉีดคือจุดที่สารละลายโฟมกลายเป็นโฟมสำเร็จ และเป็นจุดที่กำหนดว่าโฟมจะไปถึงผิวเชื้อเพลิงในสภาพใด ชนิดที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมมีห้ากลุ่ม
- ห้องโฟม (Foam Chamber) แบบติดตั้งบนผนังถัง — จ่ายโฟมลงบนผิวของเหลวภายในถังหลังคาคงที่ ผ่านแผ่นเบี่ยงที่ทำให้โฟมไหลลงตามผนังแทนที่จะตกกระแทก
- อุปกรณ์จ่ายโฟมที่ซีลขอบ (Rim-Seal Pourer) — สำหรับถังหลังคาลอย ซึ่งความเสี่ยงหลักคือเพลิงที่ช่องว่างระหว่างหลังคาลอยกับผนังถัง
- ระบบสปริงเกอร์และ Deluge แบบโฟม-น้ำ — สำหรับพื้นที่กระบวนการ แท่นจ่าย โรงเก็บเครื่องบิน และคลังสินค้า
- หัวฉีดมอนิเตอร์ (Firefighting Monitor) — สำหรับป้องกันเขตกั้น เพลิงเต็มผิวถัง ท่าเทียบเรือ และพื้นที่ที่ต้องยิงระยะไกลจากที่ปลอดภัย
- สายฉีดมือถือและอุปกรณ์เคลื่อนที่ — สำหรับเพลิงขนาดเล็กและงานเก็บงาน
หัวฉีดมอนิเตอร์ FireDos
ผู้ผลิตระบุว่าหัวฉีดมอนิเตอร์ของ FireDos จ่ายน้ำได้หลายพันลิตรต่อนาที ไปได้ไกล 150 เมตรขึ้นไป ครอบคลุมอัตราการไหลตั้งแต่ 150 ถึง 60,000 ลิตร/นาที ใช้รูปทรงภายในแบบ Oval Flat Design เพื่อให้สูญเสียแรงดันน้อยที่สุด มีทั้งแบบควบคุมด้วยมือและแบบไฟฟ้า และปรับอัตราการไหลได้ระหว่างใช้งานที่แรงดันเต็ม การหมุนในแนวราบทำได้ 360 องศา (350 องศาสำหรับรุ่นขับด้วยไฟฟ้ากระแสตรง) และแนวดิ่ง ±90 องศาแล้วแต่รุ่น ชิ้นส่วนที่สัมผัสสารดับเพลิงรับแรงดันได้ถึง 16 บาร์
| รุ่น | อัตราการไหลสูงสุด (ลิตร/นาที) |
|---|---|
| M1 | 2,000 |
| M2 | 2,500 |
| M3 | 4,500 |
| M4 | 8,000 |
| M5 | 12,000 |
| M7 | 24,000 |
| M9 | 40,000 |
| M12 | 60,000 |
หัวฉีดที่ปลายมอนิเตอร์เป็นตัวกำหนดคุณภาพฟอง จึงต้องเลือกให้ตรงกับภารกิจ กลุ่ม MPN / AMPN เป็นหัวฉีดอเนกประสงค์ที่ปรับจากลำตรงไปเป็นลำฝอยได้แบบต่อเนื่อง (มีรุ่นพิเศษแบบลำแบนในรุ่น M1 ถึง M4) กลุ่ม RFP เป็นท่อโฟมแบบถอดได้ และกลุ่ม FPD / AFPD เป็นท่อโฟมพร้อมแผ่นเบี่ยงที่ให้ลำกว้างสำหรับปูชั้นโฟมบนพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ตรงกับงานเพลิงในเขตกั้นและเพลิงเต็มผิวถังมากที่สุด
รุ่น M1 เป็นหนึ่งในมอนิเตอร์ขับด้วยไฟฟ้าที่เล็กที่สุด มีรุ่น 1,000 และ 2,000 ลิตร/นาที ขนาด 470 × 255 × 360 มม. น้ำหนักประมาณ 12 กก. และมีตัวเลือกควบคุมผ่าน CAN-BUS 24 โวลต์ เหมาะกับตำแหน่งที่โครงสร้างรับน้ำหนักได้จำกัด
ผู้ผลิตระบุงานที่ใช้มอนิเตอร์กลุ่มนี้เป็นหลักไว้ว่าคือคลังน้ำมัน โรงเผาขยะ ท่าเทียบเรือ และโรงเก็บเครื่องบิน ก่อนส่งมอบหัวฉีด M9 ให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ FireDos ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพในสนามจริงเพื่อยืนยันระยะการฉีดที่อัตราการไหลต่าง ๆ ตามเกณฑ์รับมอบของลูกค้า
โฟมสำหรับจุดเสริมและเพลิงในเขตกั้น
นอกจากอุปกรณ์ฉีดที่ติดตั้งอยู่บนตัวถังแล้ว ระบบยังต้องมีความสามารถฉีดโฟมเสริมสำหรับเพลิงที่พื้นในเขตกั้น ที่จุดรั่ว หรือที่แท่นรับ-จ่าย ซึ่งเป็นความต้องการคนละชุดกับระบบบนตัวถังและมักหายไปจากการคำนวณเบื้องต้น ภาระของจุดเสริมนี้ต้องถูกรวมเข้าไปในอัตราการไหลรวมที่ระบบผสมต้องรองรับ และรวมเข้าไปในปริมาณน้ำและปริมาณน้ำยาที่ต้องเตรียมไว้ ไม่ใช่คิดเป็นอุปกรณ์ที่ยืมกำลังจากระบบหลักมาใช้ตอนเกิดเหตุ เพราะการเปิดใช้พร้อมกันคือสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น
สิ่งที่ต้องตัดสินใจตั้งแต่ขั้นออกแบบคือจะใช้มอนิเตอร์ประจำที่ สายฉีดมือถือจากหัวจ่ายในพื้นที่ หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ลากเข้าไปเมื่อเกิดเหตุ เพราะทั้งสามแบบให้คุณภาพฟอง ระยะฉีด และเวลาที่ใช้กว่าจะเริ่มฉีดได้ต่างกัน และผูกกับจำนวนคนที่ต้องมีอยู่หน้างานในนาทีแรกต่างกันด้วย ข้อนี้ควรถูกเขียนเป็นข้อกำหนดในเอกสารประกวดราคา ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นดุลพินิจของผู้เสนอราคาแต่ละราย
ระบบผสมโฟม FireDos: รุ่นติดตั้งถาวร (FD) และรุ่นสำหรับรถดับเพลิง (FZ)
FD — รุ่นติดตั้งถาวรสำหรับงานอุตสาหกรรม
รุ่น FD คือสายผลิตภัณฑ์สำหรับระบบดับเพลิงติดตั้งถาวร ใช้กับระบบสปริงเกอร์และระบบ Deluge ทั้งแบบท่อเปียกและท่อแห้ง ผู้ผลิตระบุงานที่ใช้ไว้ว่าคือคลังน้ำมัน ท่าเทียบเรือ โรงเก็บเครื่องบิน คลังสินค้าชั้นสูง และห้องปั๊ม รวมถึงโรงเผาขยะและโรงคัดแยกขยะ
ตระกูลนี้มีสิบขนาด ทุกขนาดรับแรงดันได้ถึง 16 บาร์ อัตราการผสมพื้นฐานคือ 1% และ 3% และมีตัวเลือกเพิ่มเติมที่ 0.5%, 6% และ 3+3% โดยผู้ผลิตใช้กลไก Cylinder Cut-off เฉพาะตัวในการรวมอัตราการผสมหลายค่าไว้ในเครื่องเดียว
| รุ่น | ช่วงอัตราการไหลของน้ำตามแคตตาล็อก (ลิตร/นาที) | แรงดันใช้งาน |
|---|---|---|
| FD1000 | 100 – 1,000 | 5 – 16 บาร์ |
| FD2000 | 180 – 2,000 | 5 – 16 บาร์ |
| FD3000 | 220 – 3,000 | 5 – 16 บาร์ |
| FD4000 | 250 – 4,000 | 5 – 16 บาร์ |
| FD6000 | 330 – 6,000 | 5 – 16 บาร์ |
| FD8000 | 410 – 8,000 | 5 – 16 บาร์ |
| FD10000 | 400 – 10,000 | 5 – 16 บาร์ |
| FD15000 | 600 – 15,000 | 5 – 16 บาร์ |
| FD20000 | 750 – 20,000 | 5 – 16 บาร์ |
| FD25000 | 1,100 – 25,000 | 5 – 16 บาร์ |
ตัวเลขในคอลัมน์กลางคือช่วงตามแคตตาล็อกของผู้ผลิต และ แรงดันใช้งานมีขอบล่างที่ 5 บาร์ ไม่ใช่แค่ขอบบนที่ 16 บาร์ ซึ่งเป็นข้อที่มักหายไปจากสเปกและกลับมาเป็นปัญหาเมื่อคำนวณแรงดันที่หัวเครื่องผสมในสถานการณ์การไหลสูงสุด
หมายเหตุจากผู้ผลิตที่ต้องอ่านคู่กับตารางนี้เสมอ: อัตราการไหลต่ำสุดขึ้นอยู่กับแรงดันใช้งานและชนิดของน้ำยาโฟมที่ใช้ ค่าอัตราการไหลต่ำสุดที่ผ่านการรับรอง FM ให้ตรวจสอบจาก approvalguide.com หรือจากเอกสารข้อมูลทางเทคนิคของรุ่นนั้น กล่าวอีกอย่างคือช่วงในตารางคือกรอบของผลิตภัณฑ์ ส่วนช่วงที่ใช้อ้างอิงในเอกสารออกแบบต้องเป็นช่วงในใบรับรอง
ค่าต่ำสุดในแคตตาล็อก กับ ค่าต่ำสุดในใบรับรอง FM ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน
นี่คือจุดที่ทำให้สเปกจำนวนมากผิดตั้งแต่ต้น และเป็นข้อที่ตรวจสอบได้จากเอกสารของผู้ผลิตเอง ในเอกสารข้อมูลของ FD4000 GEN III ผู้ผลิตพิมพ์ค่าต่ำสุดไว้สองแถวแยกกัน
| FD4000 GEN III | 0.5% | 1% | 3% | 3%+3% |
|---|---|---|---|---|
| อัตราการไหลต่ำสุด (แคตตาล็อก) | 250 | 250 | 280 | 380 |
| อัตราการไหลต่ำสุดที่รับรองโดย FM | — | 400 | 440 | — |
| อัตราการไหลสูงสุด | 4,000 | 4,000 | 4,000 | 4,000 |
ค่าต่ำสุดที่ผูกกับใบรับรอง FM สูงกว่าค่าต่ำสุดในแคตตาล็อกราว 55–60% และรุ่นย่อยที่อัตราการผสม 0.5% กับ 3%+3% ไม่มี FM Approval เลย ทั้งที่อยู่ในตระกูลเดียวกันและใช้ชื่อรุ่นเดียวกัน รูปแบบเดียวกันนี้ปรากฏในรุ่นอื่นที่ผู้ผลิตเผยแพร่ตัวเลขไว้ ได้แก่ FD8000/3-S ที่ช่วงรับรอง FM คือ 520 – 8,000 ลิตร/นาที และ FD20000/3-S ที่ช่วงรับรอง FM คือ 1,330 – 20,000 ลิตร/นาที ซึ่งทั้งสองค่าสูงกว่าค่าต่ำสุดในแคตตาล็อกของรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ช่วงที่ผู้ผลิตประกาศว่าเป็นช่วงทำงานที่รับรองโดย FM ของ GEN III คือ สูงสุดถึงอัตราส่วน 1:15 ระหว่างค่าต่ำสุดกับค่าสูงสุด
ผลในทางปฏิบัติมีสามข้อ ข้อแรก ถ้า TOR เขียนว่า “ต้องเป็นรุ่นที่ได้รับการรับรอง FM” แล้วอ้างช่วงการไหลจากแคตตาล็อก ข้อกำหนดสองข้อนั้นขัดกันเอง ข้อสอง ต้องระบุ อัตราการผสม ควบคู่ไปกับชื่อรุ่นเสมอ เพราะค่าต่ำสุดของรุ่นเดียวกันที่ 1% กับที่ 3% ไม่เท่ากัน และสถานะการรับรองก็ไม่เท่ากัน ข้อสาม ต้องตรวจว่าอัตราการไหลในสถานการณ์ที่ระบบทำงานน้อยที่สุดของไซต์ เช่น เปิดโซนเดียวหรือเปิดเฉพาะหัวฉีดเสริม ยังสูงกว่าค่าต่ำสุดในใบรับรองไม่ใช่ในแคตตาล็อก
ผู้ผลิตยังระบุเงื่อนไขที่ขยับค่าต่ำสุดได้อีกสองทาง คือ ตัวเลือกลดอัตราการไหล (flow reduction) ที่ลดค่าต่ำสุดลงเหลือประมาณ 35% ของค่าที่พิมพ์ไว้ และรุ่นทนอุณหภูมิสูง (high-temp) ที่ทำให้ค่าต่ำสุดเพิ่มขึ้นประมาณ 40% ทั้งสองอย่างต้องระบุในสเปกตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ไปพบตอนตรวจรับ
ข้อที่มีผลเฉพาะกับงานในประเทศไทย: รุ่นมาตรฐานระบุอุณหภูมิใช้งานไว้ที่ 5–50 องศาเซลเซียส และผู้ผลิตกำกับไว้ว่าอุณหภูมิของน้ำยาโฟมโดยทั่วไปถูกจำกัดไว้ที่ 50 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้หมายถึงอุณหภูมิของทั้งสภาพแวดล้อมและตัวกลาง ซึ่งในโรงเก็บน้ำยาที่เป็นตู้เหล็กกลางแดดหรือใต้หลังคาเหล็กที่ไม่มีการระบายอากาศ อุณหภูมิสามารถขึ้นไปแตะเพดานนี้ได้จริงในช่วงบ่ายฤดูร้อน จึงควรกำหนดตำแหน่งติดตั้ง การบังแดด และการระบายอากาศของห้องเครื่องผสมและถังน้ำยาไว้ในแบบ ไม่ใช่ปล่อยเป็นงานติดตั้งหน้างาน
ผลที่ตามมาสำหรับการเขียนสเปกคือห้ามอ้าง “อัตราส่วนช่วงการไหล” เป็นค่าเดียวของทั้งตระกูลผลิตภัณฑ์ ช่วงในตารางด้านบนแสดงให้เห็นเองว่าอัตราส่วนระหว่างค่าสูงสุดกับค่าต่ำสุดไม่เท่ากันทุกรุ่น และผู้ผลิตยังกำกับไว้ด้วยว่าค่าต่ำสุดขึ้นกับแรงดันใช้งานและชนิดของน้ำยาโฟม ตัวเลขอัตราส่วนแบบค่าเดียวที่พบในเอกสารการตลาดหรือในบทความทั่วไปจึงใช้เป็นเกณฑ์ตรวจรับไม่ได้ สิ่งที่ควรเขียนใน TOR คืออัตราการไหลต่ำสุดและสูงสุดเป็นลิตรต่อนาทีของรุ่นที่เสนอ พร้อมกำหนดให้ผู้เสนอราคาแนบใบรับรองของรุ่นนั้นมาเป็นหลักฐาน แล้วจึงตรวจว่าอัตราการไหลต่ำสุดในสถานการณ์โซนเดียวของไซต์ยังอยู่ในช่วงนั้นจริง
FZ — รุ่นสำหรับรถดับเพลิงและตู้คอนเทนเนอร์
FZ ไม่ใช่ “FD ขนาดเล็ก” แต่เป็นสายผลิตภัณฑ์คนละแบบที่ออกแบบมาสำหรับพาหนะ ได้แก่ รถดับเพลิงแบบมีห้องโดยสาร รถบรรทุกน้ำ ตู้คอนเทนเนอร์แบบยกขึ้น-ลง และรถกระเช้า
- FZ1000 ประมาณ 60 – 1,000 ลิตร/นาที
- FZ2000 ประมาณ 100 – 2,000 ลิตร/นาที
- ทั้งสองรุ่นรับแรงดันถึง 16 บาร์ และปรับอัตราการผสมแบบเป็นขั้นที่ 0.1%, 0.3%, 1% และ 3%
สิ่งที่ทำให้ FZ ต่างจาก FD จริง ๆ มีสามข้อ ข้อแรก การเลือกอัตราแบบเป็นขั้นที่ตั้งค่าได้ทันทีบนรถ เพราะภารกิจของหน่วยดับเพลิงเปลี่ยนจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่งภายในกะเดียว ข้อสอง ผู้ผลิตระบุว่าไม่จำเป็นต้องล้างระบบ น้ำยาโฟมหรือสารหล่อเปียกคงอยู่ในปั๊มจ่ายที่ทนทานได้ ซึ่งตัดขั้นตอนล้างหลังปฏิบัติงานออกไป ข้อสาม รองรับการทำงานแบบเป็นจังหวะและไม่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้งานปกติของสายฉีดมือถือ และเป็นสภาวะที่ระบบผสมของงานติดตั้งถาวรไม่ได้ถูกออกแบบมารองรับ นอกจากนี้ผู้ผลิตระบุว่า FZ ทำงานเป็นอิสระจากระบบไฟฟ้าของตัวรถ และเหมาะกับน้ำยาที่มีความหนืดปานกลาง
อัตราการฉีดและระยะเวลา — ค่าที่ผูกพันอยู่ในข้อของกฎหมายที่บังคับกับสัญญานั้น
ระบบดับเพลิงด้วยโฟมไม่ได้ถูกกำหนดขนาดด้วย “จำนวนหัวฉีด” แต่ถูกกำหนดด้วยอัตราการฉีดต่อพื้นที่ผิวที่ต้องปกป้อง คูณด้วยระยะเวลาที่ต้องฉีดต่อเนื่อง ค่าต่ำสุดชุดที่ใช้อ้างอิงกันในงานถังเก็บของเหลวไวไฟนั้นไม่ได้เป็นเพียงค่าตามมาตรฐาน เพราะค่าชุดเดียวกันนี้ปรากฏเป็นข้อบังคับตามกฎหมายไทยอยู่แล้วในตารางที่ ๑๖ ท้ายข้อ ๘๗ ของกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. ๒๕๖๗ ก่อนนำตัวเลขใดไปใช้ใน TOR จึงต้องอ้างอิงเลขข้อของฉบับที่บังคับใช้กับสัญญานั้นโดยตรง ไม่ใช่อ้างชื่อมาตรฐานลอย ๆ เพราะสิ่งที่ผู้ตรวจสอบใช้ตัดสินคือเลขข้อ ไม่ใช่ชื่อเอกสาร
ค่าทั้งชุดพร้อมเลขข้อ เงื่อนไขที่ต่างกันไปตามชนิดของหลังคาถัง ระยะเวลาฉีดตามชนิดน้ำมัน การจับคู่กับระบบน้ำหล่อเย็น ปริมาณน้ำที่แหล่งน้ำต้องมี และรายการที่ต้องเขียนลงใน TOR อยู่ในหน้า ระบบดับเพลิงถังเก็บน้ำมันและคลังน้ำมันตามกฎกระทรวง ซึ่งอ่านค่าเหล่านั้นจากตัวบทของกฎกระทรวงโดยตรง
สำหรับถัง LPG ซึ่งอยู่ภายใต้ประกาศคนละฉบับและใช้เกณฑ์น้ำหล่อเย็นคนละค่า ดูที่ ข้อกำหนดระบบน้ำหล่อเย็นถัง LPG ในประเทศไทย
เช็คลิสต์ 12 ข้อก่อนกำหนดสเปกระบบดับเพลิงด้วยโฟม
ใช้รายการนี้เป็นโครงของ TOR หรือเป็นแบบสอบทานข้อเสนอที่ได้รับ ทุกข้อตอบได้ด้วยเอกสาร ไม่ใช่ด้วยคำรับรองด้วยวาจา
- เชื้อเพลิงจริงในถังและในระบบคืออะไร ระบุให้ครบว่ามีสารทำละลายมีขั้วหรือเชื้อเพลิงผสมเอทานอลอยู่ที่จุดใดบ้าง รวมถึงจุดรับ-จ่ายและแท่นจ่าย
- พื้นที่ผิวที่ต้องปกป้องเท่าไร และคิดจากถังใบใหญ่ที่สุดหรือจากสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดตามหลักการที่ระบุไว้ชัดเจน
- อัตราการฉีดและระยะเวลาที่ใช้ออกแบบ พร้อมอ้างอิงข้อของมาตรฐานและของกฎหมายที่ใช้ ไม่ใช่อ้างเพียงชื่อมาตรฐาน
- อัตราการผสมและชนิดน้ำยา ระบุ 1%, 3%, 3×3 หรือ 1×3 ให้ตรงกับข้อ 1 และตรงกับใบรับรองของน้ำยา
- ช่วงการไหลที่ระบบผสมต้องรักษาอัตราได้ ระบุทั้งอัตราสูงสุดและอัตราต่ำสุดในสถานการณ์โซนเดียว พร้อมระบุว่าต้องเป็นช่วงที่ปรากฏในใบรับรอง
- แถบยอมรับของอัตราการผสม ระบุ −0% / +30% หรือ +1 จุดเปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ค่าใดจะน้อยกว่า ตาม NFPA 11 ข้อ 12.6.5 และระบุว่าต้องพิสูจน์ที่กี่จุดของช่วงการไหล
- แหล่งพลังงานของระบบผสม ระบุว่าต้องทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าหรือไม่ ถ้าพึ่งได้ ต้องระบุข้อกำหนดของไฟฟ้าสำรองและการทดสอบด้วย
- ปริมาณน้ำยาพร้อมใช้และปริมาณสำรอง แยกสองตัวเลขให้ชัด พร้อมระบุวิธีเติมระหว่างใช้งานหากมี ปริมาณที่คำนวณได้จากอัตราคูณเวลาคือปริมาณที่ “ใช้” ไม่ใช่ปริมาณที่ต้อง “มี” กฎหมายไทยกำหนดให้มีปริมาณสำรองเพิ่มเติมจากปริมาณที่ใช้ในเหตุการณ์เดียว และข้อกำหนดของบริษัทประกันภัยหรือเจ้าของโครงการมักกำหนดเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง ตัวคูณสำรองตามกฎกระทรวงไทยอยู่ในหน้า ระบบดับเพลิงถังเก็บน้ำมันและคลังน้ำมันตามกฎกระทรวง
- ความหนืดของน้ำยาเทียบกับขอบเขตที่ระบบผสมรับรอง และความเข้ากันได้ของวัสดุซีลตลอดเส้นทางที่สัมผัสน้ำยา
- วิธีทดสอบอัตราการผสมในรอบประจำปี ระบุว่ายอมรับวิธีที่ไม่ต้องปล่อยโฟมหรือไม่ และใครเป็นผู้ออกรายงาน
- ใบรับรองที่บังคับเทียบกับที่เป็นข้อได้เปรียบ จัดลำดับให้ชัด และระบุเป็นรายรุ่นของอุปกรณ์และรายผลิตภัณฑ์ของน้ำยา
- แผนการล้างระบบและกำจัดน้ำยาเดิม สำหรับงานปรับปรุงจาก AFFF ซึ่งเป็นรายการที่มีต้นทุนจริงและมักไม่ถูกใส่ไว้ในราคาที่เสนอมา
SATU Innovative กับระบบดับเพลิงด้วยโฟมในประเทศไทย
บริษัท สาธุ อินโนเวตีฟ จำกัด เป็น ตัวแทนจำหน่าย FireDos อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และจัดหาน้ำยาโฟมปลอดฟลูออรีน SOLBERG ในประเทศไทย ทำให้เราส่งมอบ ระบบดับเพลิงด้วยโฟม ได้ทั้งห่วงโซ่จากจุดเดียว ตั้งแต่การคำนวณปริมาณน้ำยา การเลือกระบบผสม ไปจนถึงหัวฉีดที่ปลายทาง โดยไม่ต้องให้ผู้ซื้อรับความเสี่ยงเรื่องความเข้ากันได้ระหว่างยี่ห้อเอง
ขอบเขตงานที่เราให้บริการ
- วิศวกรรมออกแบบ — คำนวณพื้นที่ผิวและปริมาณน้ำยา คำนวณไฮดรอลิก เลือกขนาดระบบผสมและอุปกรณ์ฉีด จัดทำเอกสารอ้างอิงมาตรฐานสำหรับยื่นขออนุมัติ
- การจัดหา — ระบบผสม FireDos ตระกูล FD และ FZ หัวฉีดมอนิเตอร์ตระกูล M พร้อมหัวฉีดที่เหมาะกับภารกิจ และน้ำยาโฟมปลอดฟลูออรีน SOLBERG
- งานปรับปรุงจาก AFFF — ประเมินความเข้ากันได้ของระบบเดิมกับน้ำยาปลอดฟลูออรีน วางแผนการล้างระบบ และกำหนดรายการที่ต้องเปลี่ยน
- การทดสอบและส่งมอบ — คอมมิชชันนิ่งหน้างาน ทดสอบอัตราการผสม และจัดทำแฟ้มเอกสารให้ผู้ตรวจสอบ
- บริการหลังการขาย — ตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาประจำปีตามมาตรฐาน NFPA 25 การทดสอบอัตราการผสมแบบไม่ปล่อยโฟม และการเก็บตัวอย่างน้ำยาเพื่อขอใบรับรองผลวิเคราะห์
ดูภาพรวมบริการทั้งหมดได้ที่ บริการระบบโฟมดับเพลิงปลอด PFAS
เริ่มจากตรงไหน
หากคุณกำลังเขียน TOR ประเมินระบบเดิม หรือวางแผนเปลี่ยนน้ำยาโฟม สิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในการคุยครั้งแรกคือบัญชีถังพร้อมขนาดและชนิดผลิตภัณฑ์ที่เก็บ และข้อมูลระบบผสมที่มีอยู่เดิมหากมี จากนั้นเราจะประเมินให้ว่าระบบปัจจุบันขาดอะไร และทางเลือกในการปรับปรุงมีกี่แนวทางพร้อมผลกระทบด้านต้นทุนของแต่ละแนวทาง
ติดต่อทีมวิศวกรรมของสาธุ อินโนเวตีฟ — โทร +66 62 469 4617 หรืออีเมล solutions@satu-innovative.com เพื่อขอเอกสารทางเทคนิค นัดเดินสำรวจไซต์ หรือขอความเห็นที่สองต่อสเปกที่ร่างไว้แล้ว
