ระบบดับเพลิงคลังน้ำมันตามกฎกระทรวง: ระบบฉีดสารละลายโฟมและน้ำหล่อเย็นที่ข้อ ๙๐ และข้อ ๕๑ บังคับ

คลังน้ำมันและถังเก็บน้ำมันแบบใดที่กฎหมายไทยบังคับให้ต้องมีระบบฉีดสารละลายโฟม

คำถามแรกของทุกโครงการคือ “ถังของเราเข้าข่ายหรือไม่” คำตอบอยู่ใน ข้อ ๙๐ (ข้อ 90) แห่งกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘ ก วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ และมีผลยกเลิกกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๕๑ กับฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ ทั้งสองฉบับ

ข้อความตามตัวบท:

ข้อ ๙๐ ถังเก็บน้ำมันดังต่อไปนี้ ต้องติดตั้งระบบฉีดสารละลายโฟมและระบบน้ำหล่อเย็น หรือหัวฉีดน้ำที่สามารถหล่อเย็นโดยรอบถัง (๑) ถังเก็บน้ำมันเหนือพื้นดินขนาดใหญ่ตามแนวตั้งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๖.๐๐ เมตร และเก็บน้ำมันชนิดไวไฟมาก (๒) ถังเก็บน้ำมันเหนือพื้นดินขนาดใหญ่ตามแนวตั้งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๖.๐๐ เมตร และเก็บน้ำมันชนิดไวไฟปานกลางหรือชนิดไวไฟน้อย ยกเว้นน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งตั้งอยู่และมีการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากหรือที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง (๓) ถังเก็บน้ำมันชนิดไวไฟปานกลางหรือชนิดไวไฟน้อยที่ตั้งอยู่ในกลุ่มถังเก็บน้ำมันชนิดไวไฟมากตาม (๑)

อ่านตามตัวบทจะเห็นสามกรณีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กรณี (๑) ผูกกับ *ชนิดของน้ำมัน* กรณี (๒) ผูกกับ *ผังเมือง* คือถังดีเซลหรือน้ำมันเตาที่ตั้งอยู่ในย่านพาณิชยกรรมหรือย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นก็เข้าข่ายด้วย และกรณี (๓) ผูกกับ *ตำแหน่งในกลุ่มถัง* คือถังไวไฟน้อยที่บังเอิญตั้งอยู่ในกลุ่มถังเบนซินก็ถูกดึงเข้ามาทั้งที่ตัวมันเองไม่ได้เสี่ยง หลายไซต์ตรวจเฉพาะกรณี (๑) แล้วสรุปว่าไม่เข้าข่าย ทั้งที่จริงเข้าข่ายตาม (๒) หรือ (๓)

ข้อควรระวังเรื่องเลขข้อ กฎกระทรวงฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ถูกยกเลิกไปแล้ววางหน้าที่เดียวกันนี้ไว้ที่ ข้อ ๘๘ เอกสารประกวดราคา สไลด์ที่ปรึกษา และกระทู้ในเว็บบอร์ดจำนวนมากจึงยังอ้าง “ข้อ ๘๘” อยู่ เมื่อเขียน TOR หรือรายงานให้ระบุทั้งเลขข้อและชื่อกฎกระทรวงพร้อมเลขราชกิจจานุเบกษา มิฉะนั้นผู้ตรวจที่ถือไฟล์ฉบับเก่าจะเข้าใจว่าท่านอ้างผิด

เกณฑ์ของข้อ ๙๐ คือเส้นผ่าศูนย์กลาง แต่ข้อ ๘๗ มีเกณฑ์ปริมาณลิตรของตัวเอง

จุดที่ผิดกันมากที่สุดคือการไปหาเกณฑ์เป็น “กี่ลิตร” ตัวบทของข้อ ๙๐ ไม่ได้พูดถึงปริมาตรเลย เกณฑ์คัดกรองมีสามตัวแปรเท่านั้น คือ (ก) เป็นถังเหนือพื้นดินขนาดใหญ่ตามแนวตั้ง (ข) เส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๖.๐๐ (6.00) เมตรขึ้นไป และ (ค) ชนิดความไวไฟของน้ำมันประกอบกับผังเมืองหรือกลุ่มถัง ถังแนวนอนขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรมากกว่าถังแนวตั้งเส้นผ่าศูนย์กลาง ๗ เมตร อาจไม่เข้าข่ายข้อ ๙๐ ในขณะที่ถังแนวตั้งเตี้ย ๆ เข้าข่าย

ต้องแยกสองข้อนี้ให้ขาด ข้อ ๙๐ คัดกรองด้วยเส้นผ่าศูนย์กลางและชนิดน้ำมัน ไม่มีเกณฑ์ลิตร แต่ข้อ ๘๗ ซึ่งเป็นข้อที่ให้อัตราและระยะเวลาทั้งหมด ใช้บังคับกับ *”สถานที่เก็บรักษาน้ำมัน ลักษณะที่สาม เพื่อการจำหน่าย ที่มีปริมาณการเก็บน้ำมันเกิน ๑๕,๐๐๐ ลิตร และสถานที่เก็บรักษาน้ำมันที่มีอาคารติดตั้งถังเก็บน้ำมันโดยเฉพาะ”* เกณฑ์ลิตรจึงไม่ได้หายไปจากระบบ แต่อยู่ที่ข้อ ๘๗ ไม่ใช่ข้อ ๙๐ ส่วนฝั่งคลังน้ำมัน ข้อ ๔๘ ไม่มีเกณฑ์ลิตรกำกับเลย

ผลในทางปฏิบัติคือต้องตรวจสองชั้น ชั้นแรก ถามว่าถังใบนั้นเข้าข่ายข้อ ๙๐ หรือไม่ ซึ่งดูจากเส้นผ่าศูนย์กลาง ชนิดความไวไฟ ผังเมือง และตำแหน่งในกลุ่มถัง ชั้นที่สอง ถามว่าสถานที่นั้นเข้าเงื่อนไขของข้อ ๘๗ หรือไม่ คือเป็นลักษณะที่สาม *เพื่อการจำหน่าย* ที่เก็บน้ำมันเกิน ๑๕,๐๐๐ (15,000) ลิตร หรือเป็นสถานที่ที่มีอาคารติดตั้งถังเก็บน้ำมันโดยเฉพาะ เพราะข้อ ๘๗ คือที่มาของตารางที่ ๑๖ ปริมาณเติมเต็มท่อโฟม การฉีดเสริมเฉพาะจุด และตัวคูณโฟมสำรองทั้งหมด ตัวบทเองก็ถือว่าสองข้อนี้เป็นคนละฐานอำนาจ เพราะข้อ ๘๘(๑) เขียนว่าน้ำสำหรับฉีดสารละลายโฟมใช้ *”กรณีที่มีการติดตั้งระบบฉีดสารละลายโฟมตามข้อ ๘๗ หรือ ข้อ ๙๐”*

นิยามของคำว่า “ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่” เป็นจำนวนลิตรนั้นอยู่ในกฎกระทรวงคนละฉบับที่ว่าด้วยการอนุญาต จึงต้องตรวจนิยามจากฉบับนั้นประกอบเสมอ และเมื่ออ้างอิงในเอกสาร ให้ระบุให้ชัดว่ากำลังพูดถึงเกณฑ์คัดกรองของข้อ ๙๐ หรือเกณฑ์ขอบเขตการใช้บังคับของข้อ ๘๗ เพราะทั้งสองข้อมีเกณฑ์คนละชนิดกัน

ข้อ ๙๘ ทำให้ถังเก่าไม่ได้รับการยกเว้น

บทเฉพาะกาลเป็นจุดที่คนอ่านข้ามบ่อยที่สุด และเป็นจุดที่มีผลทางงบประมาณมากที่สุด ข้อ ๙๘ กำหนดว่าสถานที่เก็บรักษาน้ำมันลักษณะที่สามซึ่งได้รับใบอนุญาตหรือได้รับความเห็นชอบแบบแปลนอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ เว้นแต่ข้อ ๘๕ ข้อ ๘๖ ข้อ ๘๗ ข้อ ๘๘ ข้อ ๘๙ ข้อ ๙๐ ข้อ ๙๑ ข้อ ๙๒ ข้อ ๙๓ ข้อ ๙๔ ข้อ ๙๕ ข้อ ๙๖ และข้อ ๙๗

พูดง่าย ๆ คือข้อกำหนดด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัยทั้งชุด รวมทั้งข้อ ๙๐ ถูกยกออกจากการยกเว้น สถานที่เก็บรักษาน้ำมัน ลักษณะที่สาม เดิมจึงต้องปฏิบัติตาม ไม่มีการ grandfather ในเรื่องระบบโฟมและน้ำหล่อเย็น (ฝั่งคลังน้ำมันใช้บทเฉพาะกาลของตนเองตามข้อ ๕๙ ของกฎกระทรวงคลังน้ำมัน พ.ศ. ๒๕๕๖ ไม่ใช่ข้อ ๙๘)

และ วรรคสองของข้อ ๙๘ ยังกำหนดว่า กรณีมีการแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงถังเก็บน้ำมัน ระบบท่อน้ำมันและอุปกรณ์ ให้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้เฉพาะถังเก็บน้ำมัน ระบบท่อน้ำมันและอุปกรณ์ส่วนที่มีการแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง เว้นแต่ข้อ ๒๘ (๒) (๓) และข้อ ๓๐ วรรคนี้คือสิ่งที่ทำให้งานปรับปรุงบางส่วนวางแผนเป็นเฟสได้ และเป็นข้อที่ควรอ้างในเอกสารขออนุมัติงบประมาณ

ข้อสังเกตเรื่องขอบเขต รายการข้อ ๘๕ ถึงข้อ ๙๗ ที่ถูกยกออกจากการยกเว้นนั้นไม่ใช่ “หมวดดับเพลิง” ล้วน ๆ ข้อ ๙๖ เป็นเรื่องขั้นตอนในการรับหรือจ่ายน้ำมัน และข้อ ๙๗ อยู่ในหมวด ๕ ว่าด้วยการเลิกประกอบกิจการ เวลาเขียน TOR หรือรายงาน ให้ไล่เลขข้อจริงแทนการเรียกรวมว่าหมวดดับเพลิง นี่คือเหตุผลที่ถังของสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน ลักษณะที่สาม จำนวนมากที่สร้างก่อนปี ๒๕๖๗ ยังมีช่องว่างทางกฎหมายอยู่โดยไม่รู้ตัว

ระบบฉีดสารละลายโฟม กับ ระบบน้ำหล่อเย็น เป็นสองภาระ ไม่ใช่ทางเลือกแทนกัน

ประโยคที่ทำให้เข้าใจผิดมากที่สุดในข้อ ๙๐ คือคำว่า “หรือ” อ่านเร็ว ๆ เหมือนกฎหมายเปิดให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างโฟมกับน้ำหล่อเย็น ซึ่งไม่ใช่ ตัวบทเขียนว่า *”ต้องติดตั้งระบบฉีดสารละลายโฟมและระบบน้ำหล่อเย็น หรือหัวฉีดน้ำที่สามารถหล่อเย็นโดยรอบถัง”* คำว่า “หรือ” เกาะอยู่กับขาน้ำหล่อเย็นเท่านั้น คือให้เลือกได้ว่าจะทำน้ำหล่อเย็นเป็นระบบ (ring main + spray) หรือใช้หัวฉีดน้ำที่หล่อเย็นได้โดยรอบถัง (monitor หรือหัวฉีดคงที่) แต่ ระบบฉีดสารละลายโฟมไม่ใช่ตัวเลือก

เหตุผลทางวิศวกรรมชัดเจน เพราะสองระบบนี้ทำคนละหน้าที่กับคนละถัง

  • สารละลายโฟม ทำหน้าที่ดับเพลิงที่ผิวเชื้อเพลิงของถังที่ไฟไหม้ ด้วยการปิดกั้นออกซิเจน กดไอระเหย และคงชั้นฟิล์มไว้ไม่ให้ติดซ้ำ น้ำเปล่าทำแทนไม่ได้ เพราะน้ำหนักกว่าน้ำมันแล้วจมลงไป ทำให้เกิด slop-over หรือ boil-over ได้
  • น้ำหล่อเย็น ทำหน้าที่ปกป้อง *ถังข้างเคียง* และผนังถังส่วนที่อยู่เหนือระดับของเหลว ไม่ให้เหล็กสูญเสียกำลังจากความร้อนแผ่รังสีจนผนังยุบหรือฉีก ถ้าไม่มีน้ำหล่อเย็น เพลิงถังเดียวจะลามเป็นเพลิงทั้งกลุ่มถังภายในเวลาไม่กี่สิบนาที

การออกแบบที่คำนวณสองอย่างนี้รวมเป็นก้อนเดียว หรือใช้อัตราของโฟมไปคิดแทนน้ำหล่อเย็น เป็นข้อบกพร่องที่พบซ้ำ ๆ ในเอกสารประกวดราคาไทย และเป็นเหตุให้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงถูกเลือกเล็กเกินจริง

สามภาระน้ำที่ต้องบวกกัน (ข้อ ๘๘)

ข้อ ๘๘ ระบุว่าสถานที่เก็บรักษาน้ำมันลักษณะที่สามต้องจัดให้มีระบบจ่ายน้ำสำหรับดับเพลิงให้เพียงพอ โดยแยกออกเป็นสามความต้องการ

  1. น้ำสำหรับฉีดสารละลายโฟม กรณีที่มีการติดตั้งระบบฉีดสารละลายโฟมตามข้อ ๘๗ หรือข้อ ๙๐
  2. น้ำหล่อเย็น ในอัตราไม่น้อยกว่า ๒ (2) ลิตรต่อนาทีต่อตารางเมตร เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง
  3. น้ำดับเพลิงสนับสนุน ในอัตราไม่น้อยกว่า ๑,๙๐๐ (1,900) ลิตรต่อนาที เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ นาที

จากนั้น ข้อ ๘๙ กำหนดว่าแหล่งน้ำต้องมีปริมาณไม่น้อยกว่าปริมาณการใช้น้ำสูงสุดตามข้อ ๘๗ และข้อ ๘๘ เว้นแต่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีแหล่งน้ำที่ใช้ประกอบการดับเพลิงตามปริมาณที่กำหนดไว้อย่างเพียงพอ ข้อยกเว้นนี้ไม่มีในฝั่งคลังน้ำมัน ข้อ ๕๐ ซึ่งกำหนดให้ต้องมีแหล่งน้ำหรือที่เก็บน้ำที่มีปริมาณไม่น้อยกว่าปริมาณการใช้น้ำสูงสุดตามข้อ ๔๙ อยู่ตลอดเวลา ในทางปฏิบัติ ประโยคท้ายของข้อ ๘๙ เปิดทางให้ไซต์ลักษณะที่สามที่อยู่ติดแม่น้ำ คลอง หรือมีบ่อน้ำส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม ใช้การพิสูจน์แหล่งน้ำแทนการสร้างถังเก็บน้ำใหม่เต็มปริมาณได้ แต่ต้องเตรียมหลักฐานเรื่องปริมาณ ความพร้อมใช้งาน และเส้นทางดูดน้ำให้ผู้พิจารณาเห็นชอบตามข้อ ๙๔ ส่วนงานคลังน้ำมันไม่มีช่องนี้ และ ข้อ ๙๑ กำหนดว่าเครื่องสูบน้ำดับเพลิงต้องมีความดันและอัตราการไหลสอดคล้องกับปริมาณการใช้น้ำหล่อเย็น สารละลายโฟม และอุปกรณ์ประกอบ พร้อมทั้งต้องมีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ใช้เครื่องยนต์สำหรับสูบน้ำจากแหล่งน้ำอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง

จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ข้อ ๘๘(๒) ให้อัตรา ๒ ลิตร/นาที/ตร.ม. แต่ *ไม่ได้นิยามว่าตารางเมตรนั้นคือพื้นที่ของอะไร* ในขณะที่กฎกระทรวงคลังน้ำมันฉบับ ๒๕๕๖ นิยามไว้ชัด (ดูหัวข้อคลังน้ำมันด้านล่าง) ถ้า TOR ของท่านไม่กำหนดฐานพื้นที่ไว้เอง ผู้เสนอราคาแต่ละรายจะเลือกฐานไม่เหมือนกัน — บางรายคิดเฉพาะผนังถังที่ไฟไหม้ บางรายคิดผนัง+หลังคา บางรายคิดรวมถังข้างเคียง — ผลลัพธ์ต่างกันได้หลายเท่าตัว และข้อเสนอจะเทียบกันไม่ได้เลย ให้กำหนดฐานพื้นที่ไว้ใน TOR และยืนยันกับกรมธุรกิจพลังงานตั้งแต่ขั้นตอนเห็นชอบแบบตามข้อ ๙๔

อัตราการฉีดสารละลายโฟมและระยะเวลา กำหนดจากอะไร

ตัวเลขที่ใช้ออกแบบไม่ได้อยู่ในข้อ ๙๐ แต่อยู่ใน ข้อ ๘๗ ตารางที่ ๑๖ ซึ่งกำหนดอัตราการใช้สารละลายโฟม พื้นที่ที่ใช้ในการคำนวณ และเวลาที่ใช้ในการคำนวณ โดยแยกตาม *ชนิดของถัง* ก่อน แล้วจึงแยกตาม *ชนิดของน้ำมัน*

ชนิดของถังชนิดของน้ำมันอัตราสารละลายโฟม (ล./นาที/ตร.ม.)พื้นที่ที่ใช้คำนวณเวลา (นาที)
หลังคาติดตายไวไฟมาก๔.๑พื้นที่หน้าตัดของถัง๕๕
หลังคาติดตายไวไฟปานกลาง / ไวไฟน้อย๔.๑พื้นที่หน้าตัดของถัง๓๐
หลังคาลอยทุกชนิด๑๒.๒พื้นที่หน้าตัดระหว่างเขื่อนกันโฟมบนหลังคาถังถึงผนังถัง๒๐
หลังคาลอยภายในไวไฟมาก๔.๑พื้นที่หน้าตัดของถัง๕๕
หลังคาลอยภายในไวไฟปานกลาง / ไวไฟน้อย๔.๑พื้นที่หน้าตัดของถัง๓๐
หลังคาลอยภายใน (หลังคาลอยทำด้วยเหล็ก)ทุกชนิด๑๒.๒พื้นที่หน้าตัดระหว่างเขื่อนกันโฟมบนหลังคาถังถึงผนังถัง๒๐

โครงสร้างของตารางนี้บอกหลักการออกแบบทั้งหมดในตัวมันเอง อัตรา ๔.๑ (4.1) ลิตร/นาที/ตร.ม. ใช้กับ พื้นที่ผิวเต็มถัง ส่วนอัตรา ๑๒.๒ (12.2) ลิตร/นาที/ตร.ม. ใช้กับ พื้นที่วงแหวนระหว่างเขื่อนกันโฟมกับผนังถัง เท่านั้น อัตราที่สูงกว่าสามเท่าจึงไม่ได้แปลว่าคุ้มครองมากกว่า แต่แปลว่าคุ้มครองพื้นที่ที่เล็กกว่ามากด้วยความหนาแน่นที่สูงกว่า ซึ่งเป็นคนละสถานการณ์เพลิงกันโดยสิ้นเชิง

การฉีดเสริมเฉพาะจุดและปริมาณโฟมสำรอง

ข้อ ๘๗ ยังกำหนดองค์ประกอบอีกสามส่วนที่มักถูกลืมในการคิดปริมาณโฟมเข้มข้น

  • (๒) ปริมาณสารละลายโฟมต้องเติมเต็มท่อโฟม โดยคำนวณจากขนาดและความยาวรวมของท่อโฟม — ระบบที่มีท่อยาวจากห้องปั๊มไปถึงกลุ่มถังจะกินโฟมส่วนนี้มากกว่าที่คนคิด
  • (๓) การฉีดเสริมเฉพาะจุด ต้องมีอัตราการฉีดสารละลายโฟม ไม่น้อยกว่า ๑๘๙ (189) ลิตรต่อนาที โดยจำนวนอุปกรณ์ฉีดและระยะเวลาให้เป็นไปตามตารางที่ ๑๗ และตารางที่ ๑๘ ซึ่งแบ่งตามเส้นผ่าศูนย์กลางถัง (ถังเล็กใช้จุดฉีดน้อยและเวลาสั้น ถังใหญ่ใช้จุดฉีดมากและเวลานานขึ้น) — ค่าช่วงของสองตารางนี้ให้อ่านจากไฟล์ราชกิจจานุเบกษาโดยตรง หน้านี้ไม่ระบุตัวเลขช่วงไว้เพราะยังยืนยันแถวสุดท้ายของตารางจากต้นฉบับไม่ได้ สำหรับฝั่งคลังน้ำมัน ตารางท้ายข้อ ๔๘(๓) ของกฎกระทรวงคลังน้ำมัน พ.ศ. ๒๕๕๖ ยืนยันได้ครบสามช่วง คือ เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน ๑๙.๕๐ เมตร → ๑ จุด, เกิน ๑๙.๕๐–๓๖ เมตร → ๒ จุด, เกิน ๓๖ เมตร → ๓ จุด และเวลาขั้นต่ำของการฉีด ไม่เกิน ๑๐.๕๐ เมตร → ๑๐ นาที, เกิน ๑๐.๕๐–๒๘.๕๐ เมตร → ๒๐ นาที, เกิน ๒๘.๕๐ เมตร → ๓๐ นาที
  • (๕) ปริมาณโฟมเข้มข้นที่ต้องจัดเก็บ ให้คำนวณจากสารละลายโฟมตาม (๑) (๒) และ (๓) ของถังที่ใช้ปริมาณโฟมเข้มข้นสูงสุด และต้อง สำรองไว้อีกไม่น้อยกว่า ๑ เท่าของปริมาณโฟมที่ใช้ไปทุกครั้ง

และ (๔) สารละลายโฟมต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมในการดับเพลิงตามชนิดของน้ำมัน ข้อนี้สั้นแต่มีผลมาก ถังที่เก็บแก๊สโซฮอล์หรือเชื้อเพลิงผสมเอทานอลเป็นของเหลวมีขั้ว (polar solvent) ซึ่งจะทำลายชั้นฟิล์มของโฟมชนิดธรรมดา จึงต้องใช้สารเข้มข้นชนิดต้านแอลกอฮอล์ (AR) และต้องคิดอัตราการฉีดตามข้อมูลรับรองของสารเข้มข้นชนิดนั้น บริษัท สาธุ อินโนเวตีฟ จำกัด จัดหาน้ำยาโฟมปลอดฟลูออรีน SOLBERG ในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งชนิด AR-SFFF และชนิดสำหรับไฮโดรคาร์บอน — รายละเอียดการรับรองของแต่ละเกรดอยู่ใน หน้าน้ำยาโฟม SOLBERG

ตัวอย่างการคำนวณเชิงบ่งชี้: ถังหลังคาติดตาย เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เมตร เก็บน้ำมันไวไฟมาก

ตัวอย่างนี้ใช้เพื่อแสดงวิธีคิดเท่านั้น ตัวเลขจริงต้องคำนวณจากถังจริงและได้รับความเห็นชอบตามข้อ ๙๔

สารละลายโฟม

  • พื้นที่หน้าตัด = π/4 × 20² = 314 ตร.ม.
  • อัตรา = 4.1 × 314 = ประมาณ 1,290 ลิตร/นาที
  • เวลา 55 นาที → สารละลายโฟมรวม ประมาณ 70,800 ลิตร
  • ที่อัตราผสม 3% → โฟมเข้มข้น ประมาณ 2,130 ลิตร บวกสำรองอีก 1 เท่าตามข้อ ๘๗(๕) → ไม่น้อยกว่าประมาณ 4,260 ลิตร ยังไม่รวมปริมาณเติมเต็มท่อโฟมและการฉีดเสริมเฉพาะจุด

น้ำหล่อเย็น (สมมติถังสูง 14 เมตร และใช้ฐานพื้นที่ผนัง + หลังคาของถังที่ไฟไหม้)

  • ผนัง = π × 20 × 14 = 880 ตร.ม. หลังคา = 314 ตร.ม. รวม ประมาณ 1,194 ตร.ม.
  • อัตรา = 2 × 1,194 = ประมาณ 2,390 ลิตร/นาที เป็นเวลา 60 นาที → ประมาณ 143,000 ลิตร

น้ำสนับสนุน = 1,900 ลิตร/นาที × 30 นาที = 57,000 ลิตร

ผลรวมที่ใช้ออกแบบ

  • อัตราการไหลสูงสุดพร้อมกัน ≈ 1,290 + 2,390 + 1,900 = ประมาณ 5,580 ลิตร/นาที (ราว 335 ลบ.ม./ชม.) — นี่คือตัวเลขที่ใช้เลือกเครื่องสูบน้ำดับเพลิงตามข้อ ๙๑
  • ปริมาณน้ำที่แหล่งน้ำต้องมีตามข้อ ๘๙ ≈ 70,800 + 143,000 + 57,000 ≈ ประมาณ 271,000 ลิตร (271 ลบ.ม.) ตัวเลขนี้คิดจากสารละลายโฟมเต็มจำนวน ไม่ได้หักส่วนที่เป็นโฟมเข้มข้นออก เพื่อให้ใช้ฐานเดียวกับอัตราการไหล 1,290 ลิตร/นาที ในบรรทัดบน ถ้าจะหักส่วนโฟมเข้มข้นออกต้องหักทั้งสองที่และระบุไว้ให้ชัด และปริมาณนี้จะลดลงได้เฉพาะกรณีที่พิสูจน์แหล่งน้ำได้ตามข้อยกเว้นท้ายข้อ ๘๙

ถ้า TOR ไม่ระบุฐานพื้นที่น้ำหล่อเย็น ผู้เสนอราคาที่คิดเฉพาะผนังถังจะได้ 1,760 ลิตร/นาที ในขณะที่รายที่คิดผนัง+หลังคาได้ 2,390 ลิตร/นาที ต่างกันเกิน 35% ทั้งที่อ้างกฎหมายข้อเดียวกัน

หลังคาติดตาย หลังคาลอย และเหตุผลที่การป้องกันเฉพาะ rim seal ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ตารางที่ ๑๖ แยกชนิดถังไว้สามแบบ และแต่ละแบบนำไปสู่สถาปัตยกรรมระบบที่ต่างกัน

ถังหลังคาติดตาย (fixed roof) สถานการณ์ออกแบบคือเพลิงเต็มผิวหน้าตัดถัง จึงคิดที่ ๔.๑ ลิตร/นาที/ตร.ม. บนพื้นที่หน้าตัดทั้งหมด เป็นเวลา ๕๕ นาทีสำหรับน้ำมันไวไฟมาก และ ๓๐ นาทีสำหรับไวไฟปานกลางหรือน้อย โฟมถูกจ่ายผ่าน foam chamber ที่ผนังถังใต้หลังคา ให้โฟมไหลลงตามผนังโดยไม่จมลงในเชื้อเพลิง

ถังหลังคาลอยภายนอก (external floating roof) สถานการณ์ออกแบบที่กฎกระทรวงกำหนดคือ เพลิงที่ซีลขอบหลังคา (rim-seal fire) จึงคิดที่ ๑๒.๒ ลิตร/นาที/ตร.ม. เฉพาะพื้นที่วงแหวนระหว่างเขื่อนกันโฟม (foam dam) กับผนังถัง เป็นเวลา ๒๐ นาที การจ่ายโฟมทำได้ทั้งแบบ over-the-top pourer ที่ยิงลงในวงแหวน และแบบใต้ซีล

ถังหลังคาลอยภายใน (internal floating roof) ตารางที่ ๑๖ ให้ถังหลังคาลอยภายในไว้สองแนวทาง คือคิดเต็มพื้นที่หน้าตัดที่ ๔.๑ ตามชนิดน้ำมัน (๕๕ หรือ ๓๐ นาที) และคิดแบบวงแหวนที่ ๑๒.๒ เป็นเวลา ๒๐ นาที เฉพาะกรณีหลังคาลอยภายในทำด้วยเหล็ก ตัวบทไม่ได้เขียนว่าหลังคาที่ไม่ใช่เหล็กถูกบังคับให้ใช้ ๔.๑ เท่านั้น การเลือกแนวทางจึงเป็นการตัดสินใจเชิงออกแบบที่ต้องอธิบายเหตุผลได้และผ่านความเห็นชอบตามข้อ ๙๔ ไม่ใช่ผลบังคับจากวัสดุหลังคาโดยอัตโนมัติ เหตุผลเชิงวิศวกรรมที่มักใช้ประกอบการเลือกคือความเชื่อมั่นว่าหลังคาลอยภายในจะยังลอยอยู่ตลอดเหตุการณ์หรือไม่ (แพอะลูมิเนียมกับแผ่นเหล็กมีพฤติกรรมต่างกันเมื่อโดนความร้อน) แต่ขอให้ระบุในเอกสารออกแบบให้ชัดว่านั่นเป็นเหตุผลของผู้ออกแบบ ไม่ใช่ข้อความในตารางที่ ๑๖

นี่คือจุดตัดสินใจสำคัญที่สุดของการออกแบบ ลองเทียบตัวเลขในถังใบเดียวกัน สมมติถังหลังคาลอยเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 เมตร ที่มีเขื่อนกันโฟมห่างจากผนังถัง 0.8 เมตร

  • กรณี rim seal ตามตารางที่ ๑๖ พื้นที่วงแหวน ≈ 98 ตร.ม. × ๑๒.๒ = ประมาณ 1,200 ลิตร/นาที เป็นเวลา ๒๐ นาที → สารละลายโฟมรวมราว 24,000 ลิตร
  • กรณีหลังคาลอยจมลง (sunken roof) กลายเป็นเพลิงเต็มผิว พื้นที่หน้าตัดเต็มถัง ≈ 1,257 ตร.ม. × ๔.๑ = ประมาณ 5,150 ลิตร/นาที เป็นเวลา ๕๕ นาที → สารละลายโฟมรวมราว 283,000 ลิตร

ต่างกันกว่าสี่เท่าในด้านอัตราการไหล และเกินสิบเท่าในด้านปริมาณสารเข้มข้น ทั้งที่เป็นถังใบเดียวกัน ระบบที่ออกแบบตามค่าขั้นต่ำของตารางที่ ๑๖ สำหรับถังหลังคาลอย จึงไม่ได้มีความสามารถดับเพลิงเต็มผิวถังโดยปริยาย และนี่ไม่ใช่ข้อบกพร่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่ผู้ออกแบบต้องรู้ว่าตนกำลังซื้ออะไร (ความกว้างของเขื่อนกันโฟมเป็นค่าสมมติในตัวอย่างนี้ ต้องใช้ค่าจริงของถังในการคำนวณ)

การออกแบบที่รับผิดชอบจึงควรระบุอย่างชัดเจนว่า *สถานการณ์เพลิงที่ระบบนี้ครอบคลุม* คืออะไร และ *สถานการณ์ใดที่อยู่นอกขอบเขต* แล้วจึงเลือกว่าจะปิดช่องว่างด้วยการฉีดเสริมเฉพาะจุดตามข้อ ๘๗(๓) ปืนฉีดโฟมเคลื่อนที่ หรือ monitor กำลังสูง การคำนวณกรณีเพลิงเต็มผิวถังและเพลิงในเขตกั้น (bund fire) มีรายละเอียดอยู่ในบทความ NFPA 11 กับการเลือกระบบผสมโฟมในประเทศไทย

ระบบติดตั้งถาวร กึ่งถาวร และแบบเคลื่อนที่ เลือกอย่างไร

กฎกระทรวงกำหนด *ผลลัพธ์* คืออัตรา ระยะเวลา และความพร้อมใช้งาน แต่ไม่ได้บังคับ *สถาปัตยกรรม* ผู้ออกแบบจึงต้องเลือกเอง และการเลือกนี้มีผลต่อราคาโครงการมากกว่าการเลือกยี่ห้ออุปกรณ์

ระบบติดตั้งถาวร (fixed) ท่อโฟม อุปกรณ์ผสมโฟม ถังเก็บสารเข้มข้น และ foam chamber ติดตั้งครบถาวร เปิดวาล์วแล้วจ่ายได้ทันที เหมาะกับกลุ่มถังที่มีถังไวไฟมากหลายใบ มีคนประจำน้อย และต้องการเวลาตอบสนองสั้นที่สุด ต้นทุนงานท่อสูงที่สุดแต่ความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการต่ำที่สุด

ระบบกึ่งถาวร (semi-fixed) ท่อโฟมและ foam chamber ติดตั้งถาวรที่ถัง แต่แหล่งสารละลายโฟมมาจากรถดับเพลิงหรือชุดผสมโฟมเคลื่อนที่ที่ต่อเข้าที่จุดต่อ (foam inlet connection) ทางเลือกนี้เป็นทางออกที่สมจริงที่สุดสำหรับการปรับปรุงไซต์เก่าตามข้อ ๙๘ เพราะไม่ต้องเดินท่อโฟมยาวจากห้องปั๊ม แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเวลาเข้าถึงและกำลังคนเพียงพอที่จะเริ่มจ่ายโฟมได้ตามอัตราที่กำหนด

ระบบเคลื่อนที่ (mobile) ปืนฉีดโฟมหรือ monitor บนรถ ชุดผสมโฟมแบบลากจูง หรือ monitor ตั้งพื้นแบบเคลื่อนย้ายได้ ใช้เสริมสองแบบแรกได้ดี โดยเฉพาะกับเพลิงในเขตกั้นและการหล่อเย็นถังข้างเคียง แต่ไม่ควรใช้เป็นระบบหลักของถังที่เข้าข่ายข้อ ๙๐ เพราะพิสูจน์ความพร้อมใช้งานตลอดเวลาได้ยากกว่า และการยิงโฟมจากภายนอกเข้าไปในถังใหญ่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าการจ่ายที่ผนังถังมาก

ข้อ ๘๗(๖) กำหนดว่าการเก็บโฟมเข้มข้นและอุปกรณ์ประกอบต้องจัดเก็บโดยรอบบริเวณสถานที่ ในที่ที่มองเห็นและนำไปใช้งานได้โดยสะดวก และมีสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา ทั้งสามสถาปัตยกรรมจึงต้องมีแผนจัดเก็บและตรวจสภาพที่อธิบายได้

อุปกรณ์ผสมโฟมที่ต้องตัดสินใจไปพร้อมกัน

การเลือกสถาปัตยกรรมข้างต้นบังคับการเลือกอุปกรณ์ผสมโฟม (proportioner) โดยอัตโนมัติ ประเด็นที่ต้องพิจารณามีสามข้อ คือช่วงอัตราการไหลที่ระบบต้องรองรับ (ถังใหญ่ที่สุดกับสถานการณ์เล็กที่สุดต่างกันกี่เท่า) ความเป็นอิสระจากไฟฟ้าเมื่อไฟดับพร้อมกับเพลิง และวิธีพิสูจน์อัตราผสมโดยไม่ต้องปล่อยโฟมทิ้ง

สำหรับระบบติดตั้งถาวร อุปกรณ์ผสมโฟมตระกูล FireDos FD ขับด้วยมอเตอร์น้ำและปั๊มลูกสูบ ทำงานด้วยแรงน้ำล้วน จึงไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและไม่ต้องใช้ไฟสำรอง ถังสารเข้มข้นไม่ต้องรับความดันจึงเติมได้ระหว่างใช้งาน และมีวาล์ว “Returning / Proportioning” ที่ให้ส่งสารเข้มข้นกลับถังพร้อมวัดอัตราการไหลด้วยมาตรวัดแบบแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อคำนวณอัตราผสมได้โดยไม่เกิดสารละลายโฟมหรือโฟมจริง สำหรับระบบเคลื่อนที่บนรถดับเพลิง ตระกูล FZ ออกแบบให้เลือกอัตราผสมเป็นขั้น 0.1 / 0.3 / 1 / 3% ทำงานเป็นช่วง ๆ ได้ และไม่ต้องล้างระบบหลังใช้งาน

รายละเอียดของอุปกรณ์ผสมโฟม หลักการทำงาน และการเปรียบเทียบกับระบบ bladder tank และ balanced-pressure อยู่ในหน้า ระบบดับเพลิงด้วยโฟมและอุปกรณ์ผสมโฟม FireDos สาธุ อินโนเวตีฟ เป็นตัวแทนจำหน่าย FireDos อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ระบบดับเพลิงคลังน้ำมัน: ทำไมกฎกระทรวงคลังน้ำมัน พ.ศ. ๒๕๕๖ จึงเข้มกว่า

ถ้าสถานที่ของท่านเป็น คลังน้ำมัน ไม่ใช่สถานที่เก็บรักษาน้ำมันลักษณะที่สาม ตัวบทที่ใช้บังคับคือ กฎกระทรวงคลังน้ำมัน พ.ศ. ๒๕๕๖ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๐ ตอนที่ ๒๙ ก วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นคนละฉบับกับกฎกระทรวง ๒๕๖๗ และ ไม่มีข้อ ๙๐ เพราะกฎกระทรวงฉบับนี้มีทั้งหมด ๖๑ ข้อ จบที่ข้อ ๖๑ ในบทเฉพาะกาล การอ้าง “ข้อ ๙๐” กับงานคลังน้ำมันจึงเป็นการอ้างผิดฉบับ

ข้อที่ตรงกับข้อ ๙๐ คือ ข้อ ๕๑ ซึ่งเขียนว่า *”ถังเก็บน้ำมันดังต่อไปนี้ ต้องติดตั้งระบบฉีดสารละลายโฟมและระบบน้ำหล่อเย็นหรือหัวฉีดน้ำที่สามารถหล่อเย็นโดยรอบถัง และมีสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา“* เกณฑ์คัดกรองใกล้เคียงกันแต่ไม่เหมือนกันสองจุด จุดแรก ข้อ ๕๑(๑) เขียนเพียงว่า *”ถังเก็บน้ำมันตามแนวตั้งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๖ เมตร ขึ้นไป”* ไม่มีคำว่า *”เหนือพื้นดินขนาดใหญ่”* อย่างข้อ ๙๐(๑) ขอบเขตของฝั่งคลังน้ำมันจึงกว้างกว่า จุดที่สอง ข้อ ๕๑(๒) อ้างเฉพาะพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากหรือหนาแน่นปานกลาง ไม่มีที่ดินประเภทพาณิชยกรรมอย่างที่ข้อ ๙๐(๒) มี ส่วนที่เหมือนกันคือขนาด ๖ เมตร ชนิดไวไฟมาก และการถูกดึงเข้าเพราะตั้งอยู่ในกลุ่มถังไวไฟมาก และข้อ ๕๑ มีวรรคเพิ่มว่า ถ้าเขตผังเมืองถูกประกาศภายหลัง ให้ติดตั้งระบบ โดยเร็ว (ข้อความ “โดยเร็ว” นี้ปรากฏอยู่ท้ายอนุมาตรา (๒) ของข้อ ๕๑ เอง)

ความต่างข้อแรกมีผลจริงในสนาม ผู้ดูแลคลังน้ำมันที่หยิบเกณฑ์ของข้อ ๙๐(๑) มาใช้ อาจตัดถังแนวตั้งที่ไม่เข้านิยาม “ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่” ออกจากรายการทั้งที่ข้อ ๕๑(๑) จับถังใบนั้นไว้แล้ว ส่วนความต่างข้อที่สองทำงานกลับทาง คือถังในย่านพาณิชยกรรมล้วนเข้าข่ายฝั่งลักษณะที่สาม แต่ไม่ได้เข้าข่ายฝั่งคลังน้ำมันด้วยเหตุผังเมืองเพียงอย่างเดียว ให้คัดกรองด้วยตัวบทของฉบับที่บังคับใช้กับไซต์นั้นเสมอ อย่าใช้ข้อความของอีกฉบับหนึ่งแทนกัน

ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดสองฉบับ

ประเด็นสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน ลักษณะที่สาม (กฎกระทรวง ๒๕๖๗)คลังน้ำมัน (กฎกระทรวง ๒๕๕๖)
ข้อที่บังคับติดตั้งโฟม + น้ำหล่อเย็นข้อ ๙๐ข้อ ๕๑ (เพิ่มคำว่า “และมีสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา” ในตัวบท)
เกณฑ์คัดกรอง (๑)ถังเก็บน้ำมัน เหนือพื้นดินขนาดใหญ่ ตามแนวตั้ง เส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๖.๐๐ ม. และไวไฟมากถังเก็บน้ำมัน ตามแนวตั้ง เส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๖ ม. ขึ้นไป และไวไฟมาก — ไม่มีคำว่า “เหนือพื้นดินขนาดใหญ่” ขอบเขตจึงกว้างกว่า
เกณฑ์คัดกรอง (๒) ผังเมืองที่ดินประเภทพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก หรือหนาแน่นปานกลางเฉพาะ ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากหรือหนาแน่นปานกลาง ไม่มีขาพาณิชยกรรม และถ้าประกาศเขตภายหลัง ให้ติดตั้ง โดยเร็ว
เกณฑ์ปริมาณลิตรข้อ ๘๗ ใช้บังคับกับลักษณะที่สาม เพื่อการจำหน่าย ที่เก็บน้ำมันเกิน ๑๕,๐๐๐ ลิตร และสถานที่ที่มีอาคารติดตั้งถังเก็บน้ำมันโดยเฉพาะ (ข้อ ๙๐ ไม่มีเกณฑ์ลิตร)ข้อ ๔๘ ไม่มีเกณฑ์ลิตรกำกับ ใช้กับคลังน้ำมันทุกแห่ง
แหล่งน้ำไม่น้อยกว่าปริมาณการใช้น้ำสูงสุดตามข้อ ๘๗ และข้อ ๘๘ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ามีแหล่งน้ำเพียงพอ (ข้อ ๘๙)ไม่น้อยกว่าปริมาณการใช้น้ำสูงสุดตามข้อ ๔๙ อยู่ตลอดเวลา ไม่มีข้อยกเว้น (ข้อ ๕๐)
อัตราสารละลายโฟม๔.๑ / ๑๒.๒ ล./นาที/ตร.ม. (ข้อ ๘๗ ตารางที่ ๑๖)๔.๑ / ๑๒.๒ ล./นาที/ตร.ม. (ข้อ ๔๘)
เวลาฉีดโฟม๕๕ / ๓๐ / ๒๐ นาที๕๕ / ๓๐ / ๒๐ นาที
ฉีดเสริมเฉพาะจุดไม่น้อยกว่า ๑๘๙ ล./นาที จำนวนจุดและเวลาตามตารางที่ ๑๗ และ ๑๘ไม่น้อยกว่า ๑๘๙ ล./นาที ตารางท้ายข้อ ๔๘(๓) มีสามช่วง: ๑ / ๒ / ๓ จุด และ ๑๐ / ๒๐ / ๓๐ นาที
น้ำหล่อเย็น๒ ล./นาที/ตร.ม. ๖๐ นาที ไม่นิยามฐานพื้นที่๒ ล./นาที/ตร.ม. ๑๒๐ นาที พร้อมนิยามฐานพื้นที่ชัดเจน
โฟมสำรองไม่น้อยกว่า ๑ เท่าไม่เกิน ๑๒๐ ล้านลิตร → ๑ เท่า; เกิน ๑๒๐ ล้านลิตร หรือมีโรงกลั่นตั้งติดกัน → ๓ เท่า
สุ่มตรวจคุณภาพน้ำยาโฟมเข้มข้นทุกสามปี (ข้อ ๙๒)อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง (ข้อ ๕๔)
เครื่องสูบน้ำเครื่องยนต์อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง (ข้อ ๙๑)อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง ท่อดูดไม่น้อยกว่า ๑๐๐ มม. (ข้อ ๕๒)
ระยะห่างเครื่องสูบน้ำ/อุปกรณ์ไม่ได้กำหนดเป็นตัวเลขไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร จากแท่นจ่าย กลุ่มถัง และจุดรับจ่าย (ข้อ ๕๓)
ไซต์เดิมต้องปฏิบัติตามข้อ ๘๕–๙๗ ทันที ไม่มี grandfather (ข้อ ๙๘ วรรคหนึ่ง) ส่วนงานที่แก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง ให้ปฏิบัติเฉพาะส่วนนั้น (วรรคสอง)หมวด ๖ ให้ปรับปรุงภายในสามปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงใช้บังคับ ยกเว้นถังที่มีลักษณะตามข้อ ๕๑ ให้ปรับปรุงเมื่อถึงรอบทดสอบและตรวจสอบถังขนาดใหญ่ตามข้อ ๕๙(๑)

นิยามฐานพื้นที่น้ำหล่อเย็นของคลังน้ำมัน และผลต่อการออกแบบ

ข้อ ๔๙(๒) ของกฎกระทรวงคลังน้ำมันเป็นตัวบทเดียวในสองฉบับที่บอกชัดว่าให้คิดพื้นที่จากอะไร

  • (ก) ถังเก็บน้ำมันที่มีโอกาสเกิดการใช้น้ำหล่อเย็น ให้คิดคำนวณ พื้นที่ของผนังถังและหลังคาถัง
  • (ข) ถังเก็บน้ำมันอื่นที่ตั้งอยู่โดยรอบถังตาม (ก) ให้คิดเฉพาะพื้นที่ผนังและหลังคาของถังที่อยู่ใน รัศมีหนึ่งเท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของถังตาม (ก) กรณีถังแนวตั้ง หรือ หนึ่งเท่าของความยาวถัง กรณีถังแนวนอน โดยวัดจากผนังถังตาม (ก)

และวรรคท้ายของข้อ ๔๙ กำหนดให้คำนวณอัตราการจ่ายน้ำจาก (๑) (๒) และ (๓) รวมกัน จากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดปริมาณการใช้น้ำสูงสุด

ผลต่อการออกแบบมหาศาล ใช้ตัวอย่างถังเดิม (เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 ม. สูง 14 ม. พื้นที่ผนัง+หลังคา ≈ 1,194 ตร.ม.) ถ้ามีถังขนาดเดียวกันอีกสองใบอยู่ในรัศมี 20 เมตรจากผนังถังที่ไฟไหม้ พื้นที่ที่ต้องคิดจะกลายเป็น ≈ 3,582 ตร.ม. → น้ำหล่อเย็น ≈ 7,160 ลิตร/นาที เป็นเวลา 120 นาที ≈ 860,000 ลิตร เทียบกับ 143,000 ลิตรในกรณีลักษณะที่สาม คือมากกว่ากันราวหกเท่า ทั้งที่เป็นถังใบเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่การนำแบบมาตรฐานของสถานที่เก็บรักษาน้ำมันไปเสนอกับงานคลังน้ำมันมักไม่ผ่านการพิจารณา

หน้าที่การตรวจสอบและเอกสารที่ข้อ ๙๐ ไม่ได้เขียนไว้

กระทู้และบทความส่วนใหญ่ที่พูดถึงเรื่องนี้ยกมาเฉพาะข้อ ๙๐ ซึ่งเป็นข้อที่ ไม่มี หน้าที่ทดสอบใด ๆ เลย หน้าที่ทดสอบอยู่ในข้ออื่นทั้งหมด และเป็นส่วนที่ทำให้ผู้ประกอบการถูกสั่งแก้ไขบ่อยที่สุด

หน้าที่ความถี่ตัวบท (๒๕๖๗)
ยื่นรายละเอียดอุปกรณ์ (specification) ของระบบจ่ายน้ำดับเพลิง ระบบน้ำหล่อเย็น และระบบฉีดสารละลายโฟม ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเห็นชอบก่อนการติดตั้งข้อ ๙๔ วรรคหนึ่ง
ตรวจสอบภายหลังการติดตั้ง โดยผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตั้งแต่ระดับ สามัญวิศวกร ขึ้นไป และเก็บรายงานไว้ ๑ ปีก่อนใช้งาน และอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งข้อ ๙๔ วรรคสอง
ตรวจสอบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งข้อ ๙๑
ตรวจสอบคุณภาพเครื่องดับเพลิงผงเคมีแห้ง / น้ำยาดับเพลิงอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งข้อ ๙๒
สุ่มตัวอย่างตรวจคุณภาพน้ำยาโฟมเข้มข้น และส่งรายงานให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบทุกสามปีข้อ ๙๒
จัดทำแผนระงับเหตุเพลิงไหม้ ฝึกซ้อม และรายงานให้อธิบดีทราบ เก็บรายงานไม่น้อยกว่า ๑ ปีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งข้อ ๙๕

ข้อที่ต้องแก้ความเข้าใจผิดกันบ่อยที่สุด บทความไทยหลายชิ้นระบุว่าการตรวจคุณภาพน้ำยาโฟมต้องทำ “อย่างน้อยปีละครั้ง” ตามมาตรฐานสากล ซึ่งถูกครึ่งเดียว สำหรับ คลังน้ำมัน ข้อ ๕๔ ของกฎกระทรวง ๒๕๕๖ กำหนดปีละหนึ่งครั้งจริง แต่สำหรับ สถานที่เก็บรักษาน้ำมัน ลักษณะที่สาม ข้อ ๙๒ ของกฎกระทรวง ๒๕๖๗ กำหนด ทุกสามปี และเพิ่มหน้าที่ส่งรายงานให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานหรือผู้ได้รับมอบหมายทราบ การเขียน TOR หรือสัญญาบำรุงรักษาโดยไม่แยกสองกรณีนี้ ทำให้เจ้าของไซต์จ่ายค่าตรวจเกินความจำเป็น หรือแย่กว่านั้นคือส่งรายงานไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด

อีกจุดหนึ่งที่กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดตัวเลขไว้แต่ผู้ตรวจสอบตามมาตรฐานสากลถามเสมอ คือ ความแม่นยำของอัตราผสมโฟม NFPA 11 ข้อ 12.6.5 กำหนดกรอบยอมรับที่ −0% / +30% ของอัตราที่ออกแบบ หรือ +1 จุดเปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ค่าใดจะน้อยกว่า (สารเข้มข้น 3% จึงต้องวัดได้ 3.0–3.9% แต่สารเข้มข้น 6% ต้องวัดได้ 6.0–7.0% ไม่ใช่ 6.0–7.8%) ระบบที่ผสมต่ำกว่าค่าออกแบบแม้เพียงเล็กน้อยถือว่าไม่ผ่าน เพราะโฟมจะไม่คงชั้นตามที่ทดสอบไว้ การวางแผนวิธีวัดค่านี้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ — โดยเฉพาะวิธีที่วัดได้โดยไม่ต้องปล่อยสารละลายโฟมลงพื้นและไม่ต้องจัดการของเสีย — มีผลต่อค่าใช้จ่ายตลอดอายุระบบมากกว่าราคาอุปกรณ์ตอนซื้อ

สิ่งที่ควรระบุใน TOR เพื่อให้ข้อเสนอเทียบกันได้

TOR ของงานระบบดับเพลิงถังเก็บน้ำมันในไทยมักล้มเหลวเพราะเปิดช่องให้แต่ละรายตีความฐานการคำนวณต่างกัน แล้วผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดคือผู้ที่ตีความแคบที่สุด รายการต่อไปนี้ปิดช่องเหล่านั้น

1. ตารางถัง (tank schedule) ที่ผูกกับตัวบท ระบุทุกถัง: เส้นผ่าศูนย์กลาง ความสูง ชนิดหลังคา (ติดตาย / ลอย / ลอยภายใน พร้อมวัสดุหลังคาลอย) ชนิดความไวไฟของน้ำมัน และระบุว่าเข้าข่ายข้อ ๙๐ อนุมาตราใด หรือข้อ ๕๑ อนุมาตราใดสำหรับคลังน้ำมัน สำหรับงานลักษณะที่สาม ให้ระบุเพิ่มด้วยว่าสถานที่นั้นเข้าเงื่อนไขขอบเขตของข้อ ๘๗ หรือไม่ (เพื่อการจำหน่ายและเก็บน้ำมันเกิน ๑๕,๐๐๐ ลิตร หรือมีอาคารติดตั้งถังเก็บน้ำมันโดยเฉพาะ) เพราะอัตราและระยะเวลาทั้งหมดมาจากข้อ ๘๗ ไม่ใช่ข้อ ๙๐

2. ฐานพื้นที่การคำนวณ ระบุอย่างชัดเจนทั้งฝั่งโฟม (พื้นที่หน้าตัดถัง หรือพื้นที่วงแหวนระหว่างเขื่อนกันโฟมถึงผนังถัง) และฝั่งน้ำหล่อเย็น (ผนัง+หลังคาของถังที่ไฟไหม้ และถังข้างเคียงในรัศมีหนึ่งเท่าของเส้นผ่าศูนย์กลาง) พร้อมสมการที่ใช้ ข้อนี้สำคัญที่สุดในรายการทั้งหมด

3. อัตราและระยะเวลาที่อ้างเลขข้อ ระบุ ๔.๑ (4.1) หรือ ๑๒.๒ (12.2) ลิตร/นาที/ตร.ม. และ ๕๕ / ๓๐ / ๒๐ นาที พร้อมอ้างตารางที่ ๑๖ ข้อ ๘๗ (หรือข้อ ๔๘) และระบุระยะเวลาน้ำหล่อเย็น ๖๐ หรือ ๑๒๐ นาทีตามฉบับที่ใช้บังคับ

4. สถานการณ์ออกแบบสูงสุด ระบุให้ผู้เสนอราคาแสดงการรวมอัตราการไหลของ (๑) สารละลายโฟม (๒) น้ำหล่อเย็น และ (๓) น้ำสนับสนุน ๑,๙๐๐ (1,900) ลิตร/นาที ในสถานการณ์เดียวกัน แล้วจึงเลือกเครื่องสูบน้ำ พร้อมแสดงปริมาณน้ำที่แหล่งน้ำต้องมีตามข้อ ๘๙ หรือข้อ ๕๐ สำหรับงานลักษณะที่สาม ให้ระบุด้วยว่าเจ้าของโครงการยอมรับเส้นทางตามข้อยกเว้นท้ายข้อ ๘๙ (พิสูจน์ได้ว่ามีแหล่งน้ำที่ใช้ประกอบการดับเพลิงตามปริมาณที่กำหนดไว้อย่างเพียงพอ) หรือไม่ และถ้ายอมรับ ต้องแนบหลักฐานอะไรบ้าง ส่วนงานคลังน้ำมันไม่มีข้อยกเว้นนี้ ต้องมีปริมาณน้ำตามข้อ ๕๐ อยู่ตลอดเวลา

5. ปริมาณโฟมเข้มข้นและของสำรอง ระบุให้คำนวณจากถังที่ใช้โฟมสูงสุด รวมปริมาณเติมเต็มท่อโฟมและการฉีดเสริมเฉพาะจุด และระบุตัวคูณสำรอง (๑ เท่า หรือ ๓ เท่าสำหรับคลังน้ำมันขนาดเกิน ๑๒๐ ล้านลิตร หรือที่มีโรงกลั่นตั้งติดกัน)

6. คุณสมบัติสารเข้มข้นที่ยอมรับ ระบุรายการรับรองที่ต้องการ เช่น EN 1568 (ระบุ Part และ class) UL 162 หรือ FM 5130 (Foam Extinguishing Systems) และระบุว่าต้องเป็นชนิดต้านแอลกอฮอล์หรือไม่ตามชนิดน้ำมันที่เก็บ หมายเหตุสำคัญ: ไม่มีสารเข้มข้นเกรดใดที่ถือครองการรับรองครบทุกรายการ การเขียน TOR ที่เรียกทุกใบรับรองพร้อมกันจะทำให้ไม่มีผู้เสนอราคาที่ผ่าน หรือทำให้ได้ผู้เสนอราคาที่แนบเอกสารไม่ตรงเกรด

7. ความแม่นยำและวิธีพิสูจน์อัตราผสม ระบุกรอบ −0% / +30% หรือ +1 จุดเปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ค่าใดจะน้อยกว่า ตาม NFPA 11 ข้อ 12.6.5 และระบุ *วิธีทดสอบที่จะใช้ตลอดอายุระบบ* ว่าเป็นวิธีที่ต้องปล่อยสารละลายโฟมจริงหรือไม่ ถ้าไม่ต้อง ให้ผู้เสนอราคาอธิบายกลไกและอุปกรณ์วัดที่ใช้

8. ความเป็นอิสระจากแหล่งจ่ายไฟ ระบุว่าระบบผสมโฟมต้องทำงานได้เมื่อไฟฟ้าหลักดับหรือไม่ และถ้าต้องใช้ไฟ ให้ระบุแหล่งจ่ายไฟสำรองพร้อมระยะเวลาที่ต้องจ่ายได้ (ข้อ ๙๑ บังคับเครื่องสูบน้ำเครื่องยนต์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้พูดถึงอุปกรณ์ผสมโฟม)

9. ช่วงอัตราการไหลที่ต้องรองรับ (turndown) ถ้าระบบเดียวต้องจ่ายทั้งถังเล็กและถังใหญ่ ให้ระบุอัตราต่ำสุดและสูงสุดที่ต้องคงอัตราผสมได้ อุปกรณ์ที่แม่นยำเฉพาะที่จุดออกแบบเดียวจะไม่ผ่านการทดสอบที่อัตราต่ำ

10. ขอบเขตงานตามข้อ ๙๔ ระบุให้ชัดว่าใครเป็นผู้จัดทำและยื่นเอกสาร specification ให้กรมธุรกิจพลังงานเห็นชอบก่อนติดตั้ง และใครเป็นผู้จัดหาสามัญวิศวกรสำหรับการตรวจสอบก่อนใช้งาน พร้อมรูปแบบรายงานที่ต้องส่งมอบ

11. หน้าที่ตลอดอายุการใช้งาน ระบุความถี่การตรวจสอบเครื่องสูบน้ำ (ปีละครั้ง) การสุ่มตรวจคุณภาพน้ำยาโฟม (สามปีสำหรับลักษณะที่สาม / ปีละครั้งสำหรับคลังน้ำมัน) และผู้รับผิดชอบการส่งรายงานให้กรมธุรกิจพลังงาน

12. สิ่งที่ต้องส่งมอบ แบบ P&ID แบบวางท่อ ผลการคำนวณไฮดรอลิก ตารางสรุปอัตราและปริมาณต่อถัง เอกสารรับรองอุปกรณ์และสารเข้มข้น รายงานการทดสอบเมื่อส่งมอบ และคู่มือการตรวจสอบประจำปี

หกข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในไซต์ไทย

  1. ตรวจเฉพาะข้อ ๙๐(๑) แล้วสรุปว่าถังดีเซลไม่เข้าข่าย ทั้งที่ผังเมืองรอบไซต์เปลี่ยนไปแล้วและเข้าข่ายตาม (๒) หรือถังนั้นอยู่ในกลุ่มถังเบนซินและเข้าข่ายตาม (๓)
  2. คิดว่า “หรือ” เปิดให้เลือกไม่ทำระบบโฟม ซึ่งอ่านตัวบทแล้วไม่ใช่ ทางเลือกอยู่ที่รูปแบบของการหล่อเย็นเท่านั้น
  3. คิดน้ำหล่อเย็นจากพื้นที่ผนังถังอย่างเดียว โดยไม่รวมหลังคา และไม่รวมถังข้างเคียงในกรณีคลังน้ำมัน ทำให้เครื่องสูบน้ำและแหล่งน้ำเล็กเกินจริง
  4. ลืมปริมาณโฟมสำรองและปริมาณเติมเต็มท่อ ทำให้ปริมาณสารเข้มข้นที่จัดเก็บจริงต่ำกว่าที่ข้อ ๘๗(๕) กำหนด และไม่ผ่านการตรวจสอบประจำปี
  5. สลับเกณฑ์ของข้อ ๘๗ กับข้อ ๙๐ ทั้งการสรุปว่า “ไม่มีเกณฑ์ลิตรเลย” (ข้อ ๘๗ มี) และการหยิบเกณฑ์คัดกรองของข้อ ๙๐ ไปใช้กับงานคลังน้ำมันที่อยู่ใต้ข้อ ๕๑ ซึ่งเขียนไม่เหมือนกัน
  6. ไม่มีแผนการทดสอบอัตราผสม ระบบผ่านการทดสอบตอนส่งมอบครั้งเดียวแล้วไม่เคยวัดอีก เพราะการทดสอบต้องปล่อยโฟมทิ้งซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านสารเข้มข้นและการจัดการของเสียสูง จนสุดท้ายไม่มีใครกล้าทดสอบ

ถังก๊าซ LPG ใช้กฎคนละฉบับ อย่าสลับกัน

ถ้าสิ่งที่ท่านดูแลคือถังเก็บก๊าซ LPG ไม่ใช่ถังน้ำมัน อย่านำข้อ ๙๐ ไปใช้ ข้อกำหนดของ LPG อยู่ใน ประกาศ คนละฉบับ ใช้ระบบ ละอองน้ำหล่อเย็น (water spray) ไม่ใช่ระบบโฟม กำหนดอัตราการฉีดน้ำ ระยะห่างหัวฉีด ขนาดรูหัวฉีดและความดัน รวมถึงปริมาณน้ำสำรองในหน่วย ลิตรต่อตารางเมตร ไม่ใช่ลิตรต่อนาทีต่อตารางเมตร ความแตกต่างนี้ทำให้แบบและ BOQ ใช้แทนกันไม่ได้เลย รายละเอียดอยู่ในบทความ ข้อกำหนดระบบละอองน้ำหล่อเย็นถัง LPG ในประเทศไทย

สำหรับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ต้องรองรับทั้งสามภาระตามข้อ ๘๘ และต้องตรวจสอบปีละครั้งตามข้อ ๙๑ ดูแนวทางการทดสอบตาม NFPA 20 และ NFPA 25 ได้ที่ การทดสอบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในประเทศไทย

แหล่งอ้างอิงปฐมภูมิ

  • กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. ๒๕๖๗ — ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘ ก ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ (ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗) ยกเลิกกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๕๑ และฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๐
  • กฎกระทรวงคลังน้ำมัน พ.ศ. ๒๕๕๖ — ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๐ ตอนที่ ๒๙ ก ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖ (ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖) มีทั้งหมด ๖๑ ข้อ
  • NFPA 11, Standard for Low-, Medium-, and High-Expansion Foam
  • FM 5130, Foam Extinguishing Systems

เนื้อหาในหน้านี้อ้างอิงตัวบทที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่จัดทำ ผู้ใช้งานควรตรวจสอบฉบับล่าสุดและประกาศที่ออกตามความในกฎกระทรวงประกอบเสมอ ก่อนใช้เป็นเกณฑ์ในการออกแบบหรือประกวดราคา

ขั้นตอนถัดไป

ถ้าท่านกำลังตรวจว่าถังของท่านเข้าข่ายข้อ ๙๐ หรือข้อ ๕๑ หรือกำลังเขียน TOR สำหรับงานปรับปรุงระบบโฟมและน้ำหล่อเย็น สาธุ อินโนเวตีฟ ช่วยได้ตั้งแต่การจัดทำตารางถังผูกกับตัวบท การคำนวณอัตราและปริมาณตามตารางที่ ๑๖ การกำหนดฐานพื้นที่น้ำหล่อเย็น ไปจนถึงการเลือกสถาปัตยกรรมระบบและวิธีทดสอบตลอดอายุการใช้งาน ติดต่อทีมวิศวกรรมของเรา

คำถามที่พบบ่อย